วันพุธที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2553
วันพุธที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2553
เรื่องของสมาธิบำบัดกับการรักษาโรคมะเร็ง
สมาธิบำบัดกับการรักษาโรคมะเร็ง
ปาฐกถาธรรมและบรรยาย ณ กรมชลประทาน สามเสน กทม. 25 พฤษภาคม 2549
โดย 1. พระปพนพัชร์ จิรธัมโม วัดคำประมง จ. สกลนคร
2. นพ.ศิริโรจน์ กิตติสารพงษ์ รพ.รักษ์สกล จ. สกลนคร
3. ผศ.นพ.พรเลิศ ฉัตรแก้ว รพ.จุฬา กทม.
คณะอนุกรรมการสวัสดิการการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม กรมชลประทาน ยินดีต้อนรับท่านผู้มีเกียรติและใฝ่ในธรรมทุกท่าน
ขอขอบคุณท่านรองอธิบดีกรมชลประทาน (นายละเอียด สายน้ำเขียว) ที่ให้เกียรติมาเป็นประธานในวันนี้ กิจกรรมการฟังธรรมเพื่อพัฒนาจิตของข้าราชการและลูกจ้างประจำนั้น โดยปกติจะจัดทุกวันพฤหัสบดีที่ 4 ของทุกเดือน โดยมีหน่วยงานระดับสำนักและกองต่างๆหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพ ซึ่งในวันนี้มีสำนักชลประทานที่ 7 (อุบลราชธานี) สำนักชลประทานที่ 8 (นครราชสีมา) กองแผนงานและสำนักจัดรูปที่ดินกลางเป็นเจ้าภาพ โดยได้อาราธนานิมนต์พระอาจารย์ปพนพัชร์ จิรธัมโม เจ้าอาวาสวัดคำประมง อำเภอพรรณนานิคม จังหวัดสกลนคร เป็นองค์บรรยายธรรม และ ได้รับเกียรติจาก ผศ.นพ.พรเลิศ ฉัตรแก้ว ภาควิชาวิสัญญีวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และ นพ.ศิริโรจน์ กิตติสารพงษ์ รองผู้อำนายการโรงพยาบาลรักษ์สกล จังหวัดสกลนคร เป็นวิทยากรผู้บรรยายร่วม เรื่อง “สมาธิบำบัดกับการรักษาโรคมะเร็ง” ในโอกาสนี้ผมขอเรียนเชิญท่านประธาน รองอธิบดีกรมชลประทาน (นายละเอียด สายน้ำเขียว) เป็นผู้จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ขอนิมนต์หลวงตาปพนพัชร์และเรียนเชิญนายแพทย์ทั้ง 2 ท่าน ขึ้นบนเวทีแสดงธรรมบรรยายครับ
นพ.ศิริโรจน์: เรียนท่านรองอธิบดีกรมชลประทาน และพี่น้องข้าราชการกรมชลประทานทุกท่าน กระผมนายแพทย์ศิริโรจน์ กิตติสารพงษ์ ขอรับไมค์ต่อจากท่านพิธีกร วันนี้เรามาพูดกันเรื่องการดูแลรักษาโรคมะเร็ง โดยหลวงตาปพนพัชร์ จิรธัมโม แห่งวัดคำประมง ก็จะมีบรรยากาศเป็นลักษณะของฝ่ายพระและฝ่ายหมอเข้ามาพูดพร้อมกัน พูดเรื่องโรคมะเร็งรวมไปถึงการดูแลรักษาที่ประกอบด้วยการดูแลรักษาแบบแผนปัจจุบันและการแพทย์ทางเลือกซึ่งเป็นจุดเด่นของในการพูดในวันนี้ ก็คือการรักษามะเร็งโดย อโรคยาศาล ซึ่งหลวงตาปพนพัชร์เป็นผู้ที่ริเริ่มการรักษาแบบผสมผสานระหว่างสมุนไพรบำบัดกับสมาธิบำบัด แต่ก่อนอื่นผมก็จะให้ท่านผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์พรเลิศ ฉัตรแก้ว ซึ่งท่านจะได้มากล่าวถึงเกี่ยวกับโรคมะเร็งก่อนว่าโรคมะเร็งนั้นเป็นอย่างไร ก่อนจะไปถึงเรื่องการบำบัดรักษา ต้องขอเวลาสักเล็กน้อยในการที่จะเกริ่นนำโดย นพ.พรเลิศ ก่อนนะครับ
นพ.พรเลิศ: ขอบคุณครับคุณหมอศิริโรจน์ กราบนมัสการพระคุณเจ้า ท่านรองอธิบดี และท่านผู้สนใจทุกท่านครับ โดยพื้นฐานแล้วก็ไม่ใช่เป็นหมอรักษามะเร็งโดยเฉพาะ แต่ดูคนไข้ที่ไอซียูศัลยกรรม ซึ่งคนจำนวนมากที่เป็นมะเร็งเขาจะมาจบลงที่ไอซียู โรคมะเร็งส่วนใหญ่รักษาโดยการผ่าตัดด้วย นอกจากรักษาโดยการฉายแสงหรือเคมีบำบัดแล้ว ในสิ่งที่จะพูดกันนี่คือต้องการที่จะเชื่อมโยงเฉยๆนะครับกับการแพทย์แผนปัจจุบันแล้วก็เชื่อมโยงไปสู่บางสิ่งบางอย่างซึ่งกำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นจุดแข็งของบ้านเราเลย เพราะว่าที่อื่นไม่มีเหมือน ที่ของเราจะมีวิธีช่วยผู้ป่วยได้อย่างไรบ้าง และสไลด์ก็คงจะมีการแสดงให้เห็นถึงช่องโหว่หรือจุดอ่อนการแพทย์แผนปัจจุบันบางอย่างซึ่งต้องการการดูแลและการเติมเต็ม
สำหรับโรคมะเร็งจริงๆ ถ้าเกิดว่าตัวมะเร็งเองเป็นเนื้องอกก้อนเนื้อ ส่วนใหญ่เป็นก้อนเนื้อ แต่ว่ามีความพิเศษมีความร้ายแรง ซึ่งที่เกิดเนื้องอกธรรมดาจะต้องใช้เวลาเป็นเดือนเป็นปีก่อนที่จะเริ่มโต แต่มะเร็งจะมีการเติบโตรวดเร็วในเวลาเป็นเดือนและพวกนี้จะโตโดยไม่หยุดยั้งครับ พอเจออะไร ถ้าติดกระดูกจะกัดกินเข้าไปในกระดูก ติดเนื้อตับ เนื้อปอด เนื้อสมอง จะลุกลามเข้าไป และมีคุณสมบัติในการที่พอมันหลุดเข้าไปในกระแสเลือดหรือกระแสน้ำเหลืองแล้วนี่มันสามารถไปเพาะเกิดตัวใหม่ขึ้นมาได้ในอวัยวะอื่นๆ ซึ่งจะเห็นว่าบางทีบางคนเริ่มต้นที่จะเป็นมะเร็งลำไส้ ต่อมามันก็ไปเกิดขึ้นที่ตับเพราะตับได้รับเลือดเยอะ หรือว่าไปที่ปอด หรือไปทีสมอง ตรงนี้จะเป็นธรรมชารติของมัน ในมะเร็งมันเกิดจากการกลายของเซลล์ปกติ มีการเปลี่ยนแปลงด้านของโครโมโซม และจากนั้นมีการขยายตัวโดยไม่หยุดยั้ง และก็เป็นเนื้องอกที่ใหญ่ขึ้นๆ อย่างในรูปแรกเป็นลักษณะของเซลล์ปกติที่มันขยายเพิ่มขึ้นมา อย่างเช่นบางทีเราเป็นก้อนเนื้อเป็นหูดหรือเป็นก้อนเนื้อที่มันโตขึ้นมา อย่างนั้นไม่มีอะไร แต่ในเซลล์มะเร็งจะมีลักษณะเด่น คือตัวเซลล์จะผิดปกติไป และจากนั้นจะเริ่มลุกลามเข้ามาในชั้นล่างผ่านชั้นฐานของผิวหนังลงมาเข้ามาในกระแสเลือดไปกระจายสู่ที่ต่างๆได้ ฉะนั้นมะเร็งเป็นคำรวมๆ อย่างบางคนเป็นมะเร็ง แต่ละคนเป็นไม่เหมือนกัน มันขึ้นอยู่กับว่ามันเกิดที่ไหน เกิดตรงบริเวณเต้านม เกิดที่ตับ เกิดที่ลำไส้ อาการจะแตกต่างกันไป เช่นถ้าเกิดมะเร็งลำไส้ ก็เป็นลำไส้อุดตัน ตับก็ตัวเหลืองตาเหลืองอย่างนี้เป็นต้น
ข้อต่อไปมะเร็งไม่ใช่โรคติดต่อ แต่ว่ามะเร็งบางชนิดจะพบได้ในหมู่เครือญาติกันได้ อาจจะเป็นเรื่องของการถ่ายทอดทางพันธุกรรมก็ได้ ส่วนการรักษาก็จะมีเหตุผลอยู่หลายด้าน ในหลักใหญ่ของการแพทย์เราต้องการยืดชีวิตคนไข้ ถ้าเราเกิดรักษาให้หายได้ก็จะไม่ตายหรือให้ตายช้าลง เรื่องของคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจะทำได้ 2 ทาง คือ 1. ต้องกำจัดมัน 2. คือการประคับประคองให้ผู้ป่วยมะเร็งมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร การที่จะกำจัดมันก็คือเรื่องการเพิ่มเวลาจะให้มีชีวิตอยู่ ทำให้โรคหายไปอย่างเช่น คนไข้มะเร็งลำไส้ใหญ่ ถ้าเกิดไม่ผ่าตัด มะเร็งลำไส้ใหญ่ในหนึ่งปี อาจจะเสียชีวิตเกือบหมดหรือเกิน 50% แต่ถ้าผ่าตัดมาอาจเสียชีวิตน้อยกว่านั้น อาจจะมีชีวิตอยู่ได้ 3 ปี อาจช่วยลดปัญหาข้างเคียง เช่น การผ่าตัดไม่ใช่เพื่อรักษาเพียงแต่ทำให้เขากินได้อีกครั้งหนึ่งหรือว่าขับถ่ายปกติอย่างนี้ได้เป็นต้น ส่วนระบบในการรักษาแนวทางประคับประคอง คือการดูแลชีวิตเขาที่ทำให้เขามีอาการลดลง เช่นสมมุติว่าก้อนเนื้อนี้มันผ่าตัดไม่ได้แล้ว แต่ว่าจะทำอย่างไรไม่ให้เกิดความเจ็บปวดไม่ให้ทุกข์ทรมาน เรื่องของการที่อุดตันมีอะไรที่พอจะช่วยได้ไหมทำให้พอที่จะอยู่ได้ต่อไป แนวทางรักษาคร่าวๆ ถ้าเราเคยรู้จักบางคนเป็นก้อนเนื้อ หมอก็จะดูว่าก้อนเนื้อที่ยังไม่ลุกลามไปมากและอยู่ที่เดียวโดดๆอย่างนี้เหมาะสมที่จะผ่าตัด มะเร็งบางชนิดมะเร็งบางอย่างมันผ่าตัดไม่ได้ ซึ่งอยู่ลึก อยู่ที่สมอง ถ้าตัดไปเนื้อสมองส่วนที่ดีจะหายไป แต่จะมีส่วนที่ทำได้คือการฉายแสง มะเร็งบางอย่างมันอยู่ที่อวัยวะสำคัญ เช่นในลำคอ หากตัดไปมันอาจจะสูญเสียการทำงานได้เยอะ คุณก็ต้องมีการฉายแสงประกอบด้วย ส่วนเรื่องเคมีบำบัดก็เหมือนกัน เนื่องจากมะเร็งมันเป็นเซลล์ที่ค่อนข้างเติบโตเร็วและหิวโหย มีกระบวนการเร็วมาก มีจุดอ่อนให้ยาบางตัวเข้าไปฆ่ามันได้ ตัวยาเคมีพวกนี้ก็ทำลายเซลล์ปกติด้วย จะเห็นว่าบางคนให้เคโมแล้ว นอกจากมะเร็งจะถูกทำลาย คนอาจจะแย่ลง ดูโทรมกินไม่ได้ ผมร่วงอะไรต่างๆนานา
เรื่องการใช้ฮอร์โมนรักษานี่ก็จะมีเนื้อเยื่อบางอย่างที่ตอบสนองกับฮอร์โมนได้ดี เรื่องของมะเร็งที่เกี่ยวกับเต้านมหรืออัณฑะต่างๆก็จะมีขบวนการของฮอร์โมนเข้ามาช่วยด้วย แล้วก็ในระยะปัจจุบันเราก็ใช้วิธีผสมผสานหลายอย่าง มะเร็งบางตัวก็จะตอบสนองของเรื่องการให้ยาเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน ในอนาคตก็มีการพูดถึงการที่จะควบคุมเรื่องยีนส์ที่ทำให้มะเร็งมันกลายพันธุ์ รวมทั้งเรื่องของการไปจัดการเส้นเลือดที่จะมาเลี้ยงก้อนมะเร็งด้วยการให้ยาบางอย่างซึ่งจะยับยั้งจะไม่ให้เส้นเลือดเลี้ยง ตัดเสบียงมัน มันจะโตไม่ได้ ก็จะตายไป สำหรับผลในการดูแลคนไข้จะผ่านไปถึงระยะหนึ่ง นี่ก็เป็นสิ่งที่ผมทำงานอยู่ ที่พบว่าคนไข้มีปัญหาอยู่ ซึ่งจริงๆปัญหาในการแพทย์แผนปัจจุบัน เวลาเรามองเรื่องมะเร็ง เราจะไปมุ่งเรื่องก้อนเนื้อเป็นหลัก ถ้าเรารักษาก็คือกำจัดมัน ตัดมันได้คือรักษาโรคได้ คนไข้ก็จะสบายขึ้น แต่ว่าคนที่เป็นมะเร็งแล้วหลายๆคนโชคร้ายมาพบระยะหลังแล้ว มันผ่าตัดไม่ได้ ฉายแสงก็ไม่หาย เพราะฉะนั้นแนวทางการรักษาที่จะไปกำจัดโรคที่ทำให้คนไข้สบายขึ้นก็เป็นไปไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้นเราจะต้องมีวิธีที่จะทำอย่างไรให้คนไข้ทุกข์ทรมานน้อยที่สุด การตัดโรคคือการรักษาให้หาย ซึ่งคนไข้มะเร็งจำนวนมากเลยที่ทำไม่ได้ ซึ่งเราจะมองว่าในทางคู่กันจะลดการทรมานได้อย่างไร
อันนี้ก็เป็นตัวอย่างก็คือว่า คนไข้ที่เป็นมะเร็งมันจะมีอาการต่างๆเกิดขึ้นมากมาย เรามีโปรเจ็กของสาธารณะสุขไปสัมภาษณ์ภรรยาของผู้ป่วย และก็พบว่าคนนี้เป็นคนหนุ่มคนแน่นเลย เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองระยะสุดท้าย ซึ่งเขาก็รักษาตามแพทย์แผนปัจจุบันมาได้ระยะหนึ่ง แล้วต่อมาก็ปฏิเสธเพราะว่ามันไม่ดีขึ้นอย่างที่คิด เลยขอมาดูแลที่บ้าน มาดูแลเองซึ่งพบว่าตอนหลังอาการก็ทรุดหนัก นอนไม่ได้ เดินไม่ไหว ปวดมาก แต่ยังพูดได้และกินได้ ต่อมาอาการเป็นมากขึ้น แน่น นอนถ่าย นอนปัสสาวะไม่รู้ตัวเลย และตอนสุดท้ายหายใจแทบไม่ออก พูดมีแต่เสียงอือๆ ไม่สามารถพูดเป็นคำและต้องดูดเสมหะตลอด ตอนวันสุดท้ายเขารู้ตัวว่าไม่ไหว สติยังดีอยู่ยังบอกให้ภรรยาว่าอย่างเพิ่งไปนอนเดี๋ยวเขาจะไปแล้วให้อยู่เป็นเพื่อนเขา จากนั้นเขาก็เสียชีวิตไปโดยที่อยู่กับภรรยาโดยมือยังกุมกันอยู่เลย
ในที่เราเจอตัวมะเร็งคุกคามแล้วมีอาการได้หลายแบบมากเลย จะเห็นได้ว่าคนประมาณ 80%จะมีทั้งความเจ็บปวดทรมาน 70%จะเบื่ออาหาร ครึ่งหนึ่งมีคลื่นไส้อาเจียน ครึ่งหนึ่งนอนไม่หลับ เกือบครึ่งหายใจลำบาก ถ่ายอุจจาระลำบาก ซึมเซาคุมปัสสาวะไม่ได้ มีแผลกดทับต่างๆเหล่านี้ ทั้งนี้ในสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือจะเห็นว่าเขาไม่เหมือนกับเรา ปวดจากการเป็นแผลแล้วฉีดยาชาหรือให้ยาแล้วหาย แต่ของมะเร็งจะมาเป็นชุด มาทุกอย่าง แล้วข้อที่ไม่ดีอย่างหนึ่งก็คือว่า สมมุติคนไข้คนหนึ่งเจ็บปวดขึ้นมา เราให้ยาแก้ปวดที่มีประสิทธิภาพที่ดีที่สุด ในปัจจุบันก็คือกลุ่มที่เป็นมอร์ฟีน แต่มอร์ฟีนเป็นยาที่ทำให้เกิดอาการท้องผูกคลื่นไส้ หายใจลำบากด้วย กดการหายใจด้วย เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่าตัวมะเร็งทำให้ท้องผูกอยู่แล้ว คลื่นไส้อยู่แล้วนั้น เพราะเรามาแตะว่าให้ปวดลดลง โดยให้ยามอร์ฟีน กลับทำให้ท้องผูกมากขึ้น กับทำให้ให้คลื่นไส้อาเจียนมากขึ้น คนไข้ก็จะ swing (กลับไปกลับมา) จากการที่ไม่สบายจากอาการหนึ่งมาอีกอาการหนึ่งได้ การรักษาทางกายมันก็มีข้อจำกัดอยู่อย่างหนึ่งซึ่งทำให้มันทำได้ไม่เต็มที่ มันไม่เหมือนเราเป็นโรคอย่างหนึ่งเราก็จัดการมันทีเดียว ส่วนมะเร็งมันจะมาหลายๆอย่างฉะนั้นเวลารักษาอย่างหนึ่งจะมีผลกระทบกับอีกอย่างหนึ่ง ก็จะเป็นอย่างนี้ไปในอาการอีกอาการหนึ่ง คนที่มานี้เป็นคุณแม่ของพยาบาลด้วย เขาเป็นมะเร็งไทรอยด์ ก็รักษาด้วยการผ่าตัด พอผ่าตัดเสร็จก็มากลืนน้ำแร่กัมมันตรังสี เสร็จแล้วก็ไปตรวจใหม่พบมันกระจายมาที่ปอดแล้ว มาที่กระดูกด้วย จะเห็นได้ว่าธรรมชาติของมะเร็งจะเป็นอย่างนี้ เริ่มจากที่เดียว แต่ว่าตอนที่เรายังไม่เห็นต้นตอมันก็ไปเปิดสาขาใหม่แล้ว มันโตขึ้นแล้ว พอรักษาตรงนี้เสร็จ ตรงนี้มันก็ใหญ่ขึ้น พอเห็นอีกทีที่ปอด นั้นก็คือต้องตามรักษาไปเรื่อยๆ มันก็เป็นข้อจำกัดอย่างหนึ่งที่ทำให้เรารักษาได้ยาก แล้วการรักษาก็จะมีความทรมานบางอย่าง เช่นผ่าตัดก็เจ็บปวดเมื่อต้องกลืนน้ำแร่ (ซึ่งมีกัมมันตรังสีสูงจะมีผลร้ายต่อเด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้สูงอายุ) ทำให้พ่อเขากับแม่เขาต้องนอนแยกกัน ประมาณ 3-4 วัน ไม่ให้อยู่ด้วยกัน เวลาเขาติดต่อสื่อสารกันต้องใช้เขียนในกระดาษ คนแก่ๆเขาต้องจดใส่กระดาษเล็กๆเป็นจดหมายเหมือนเวลาเด็กๆที่เราส่งจดหมายรักจะต้องส่งกันอย่างนั้น ก็มีความทรมานทั้งทางร่างกายและจิตใจทั้งครอบครัว ตอนหลังอาการมากขึ้นเขาขอกลับบ้าน ปัจจุบันเขาเสียชีวิต โชคดีที่ลูกๆเขาช่วยดูแลผลัดกันดูแล คนที่เป็นพยาบาลก็หายาแก้ปวดมาให้ จัดยาสมุนไพรมา ซึ่งเท่าที่เราสัมภาษณ์ในครอบครัวของคนที่เสียชีวิตในระยะสุดท้ายในสังคมไทยเรานี้ แม้แต่ครอบครัวที่มีคุณหมอหรือนางพยาบาลอยู่ จะมีการรักษาแบบ 2 แนวควบคู่กันไป ก็คือรักษาทั้งแผนปัจจุบันควบคู่ไปกับการใช้สมุนไพรไทยมาประกอบผสมผสานให้เหมาะสม เราก็คุยกันจริงๆเมื่อทำแล้วก็ควรเลือกให้มันเสริมกันเช่น ถ้ารักษาทางด้านสมุนไพรและดูว่ามันมีโทษกับตัวเขาไหม ก็ต้องเลือกให้เหมาะ ถ้ามันไปด้วยกันได้ ผมก็ว่ามันเป็นสิ่งที่ดี แล้วก็ในด้านครอบครัวเป็นส่วนสำคัญมากที่จะร่วมกันดูแล
ซึ่งในปัจจุบันการรักษาอย่างที่ผมบอกมี 2 แนว คือรักษาให้หายและรักษาโดยประคับประคองมองที่เป็นองค์รวมชีวิตมากขึ้น ในทางรักษาให้หายจะมองตัวก้อนเนื้อ แต่เวลาเดียวกันจะต้องคำนึงถึงตัวคนไข้เป็นหลักใหญ่และครอบครัวด้วย บางทีที่เราเห็นคนบางคนทรมานมากกว่าควรจะเป็น เมื่อคุณพ่อเป็นมะเร็งปุ๊บจริงๆเคยบอกคุณพ่อไว้ว่าจะเข้ามาช่วยทำกิจการ แต่พ่อปุ๊บปั๊บเป็นมะเร็งยังไม่ทันไร พอดีเขาไปทำเรื่องอื่นๆอยู่ต่างจังหวัดไม่เคยมาช่วยเหลือที่บ้าน พอคุณพ่อเป็นมะเร็งปุ๊บ suffer (เป็นทุกข์) ก็ไม่ใช่เพียงแต่การจากไปแต่ sufferเพราะเขามีความรู้สึกว่าเขายังไม่ได้ปรนนิบัติคุณพ่อ เขายังไม่ได้ทำตามสัญญาที่ให้กับคุณพ่อไว้ คุณพ่อก็มาด่วนจากเขาไปเสียแล้ว อย่างนั้นปัญหามันซับซ้อนยิ่งขึ้นอีก บางคนที่ตายปุ๊บปั๊บยิ่งทรมาน เวลาเราถามคนที่เคยมาเข้าประชุมสัมมนาบอกว่าจริงแล้วอยากตายแบบไหน คนทั่วๆไปจะบอกว่าแบบว่านอนหลับและปุ๊บไปเลย แต่จริงๆคนที่นอนหลับ หลับปุ๊บแล้วไปเลยพอเข้าไอซียู ญาติที่อยู่ข้างหลังทรมานอย่างยิ่ง มันมีอะไรบางอย่างที่มันสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ในลักษณะแนวทางปัจจุบันนี่เราอยากให้เป็นเมื่อก่อนพอรักษาแบบข้างบนแบบเป็นปล่อง แบบแรก เอาแบบสุดๆทางการแพทย์แผนปัจจุบันพอใกล้จะตายจริงๆแล้วค่อยนิมนต์พระมาแบบที่ 2 แต่เดี๋ยวนี้เราบอกว่าไม่เห็นแล้วเพราะ บางครั้งคนไข้หมดสติไม่รู้ตัวไปแล้ว
เราอยากใช้แบบที่ 2 ก็คือว่าให้มันผสมผสานไปตั้งแต่แรกเลยให้มันคลุกเคล้ากันไปเลยว่าพอเริ่มรู้ตัวว่าเป็นมะเร็ง นอกจากรักษาทางกายแล้ว คุณต้องดูแลเรื่องครอบครัวอย่างไรบ้าง มีอะไรที่อยากจะทำและยังไม่ได้ทำ มีอะไรที่เป็นบุญกุศลที่อยากปฏิบัติ อยากจะทำให้ทำตั้งแต่แรกเลย ตัวนี้มันจะทำให้เข้าถึงวาระสุดท้ายอย่างสงบได้ ระดับความสัมพันธ์ในการรักษาพยาบาลถือว่า คนไข้เป็นศูนย์กลาง คนในครอบครัว คนในชุมชน รวมทั้งพระและวัดเป็นส่วนที่มีอิทธิพลอย่างยิ่งที่อยู่ด้านลึกในใจของคนไข้ จึงเป็นกลุ่มที่มีส่วนร่วมในการรักษาอย่างใกล้ชิดด้วย สำหรับหมอที่เข้าไปรักษาพยาบาลคนไข้ซึ่งนอนอยู่บนเตียง คือคนแปลกหน้า ส่วนรพ.ชุมชนหรือรพ.มหาวิทยาลัยต่างๆคือส่วนวงนอก คนในครอบครัวคือคนใกล้ชิดครับ จะทำให้คนไข้ถึงวาระสุดท้ายอย่างสงบได้ มี 3 กระบวนการที่คนไข้ต้องผ่าน คือ 1.พอเริ่มรู้ว่าเป็นมะเร็ง ก็จะมีอาการเหมือนโลกถล่มไม่รู้ว่ากำลังเผชิญอยู่กับอะไร อยู่ในสภาวะ shock (ตกใจ) 2. ต่อมาเริ่มมีอาการเจ็บปวดทรมาน หายใจไม่ได้ ท้องผูก อุจจาระปัสสาวะกลั้นไม่ได้ 3. ระยะใกล้เสียชีวิตแล้ว ก็คือตอนนั้นรู้ตัวแล้วไม่ไหวแน่ หายใจทุกครั้งลำบากพูดเริ่มไม่ได้ ถ่ายเริ่มไม่ได้ต่างๆ รู้ตัวว่ากำลังเสียชีวิต ขั้นตรงนี้มีอยู่ว่ารักษามะเร็งจะเจอช่วงไหน ช่วงต้น ช่วงกลาง หรือช่วงปลาย และแนวทางดูแลแบบองค์รวมโดยสรุป
ระยะที่ 1. ดูแลร่างกายด้านเจ็บปวดทรมาน มีทั้งวิธีให้ยาและไม่ให้ยา วิธีที่ไม่ให้ยามีเยอะแยะเลย โดยทางการแพทย์พยาบาลแผนปัจจุบันของฝรั่ง ได้แก่การทำจิตบำบัด ทำการผ่อนคลาย relaxation แต่การแพทย์ทางเลือกก็จะมีการใช้การนวด ทำอโรมาเทอราปี (Aromatherapy) เรื่องอะไรต่างๆเข้ามาซึ่งเป็นที่ยอมรับว่าต้องเข้ามาผสมผสานกัน ระยะที่ 2. คือการดูทางด้านจิตใจสังคม อารมณ์ ระยะที่ 3. ดูแลทางด้านจิตวิญญาณ ซึ่งทำอย่างนี้ ได้มีการประมวลโดยที่ให้ครอบครัวเข้ามาร่วมและแพทย์พยาบาลต้องมาประชุมทำกันเป็นทีม และในช่วงเสียชีวิตจะต้องทำอย่างไรให้เขาจากไปอย่างสงบได้อย่างดี และคนที่เหลืออยู่ยืนหยัดอยู่ได้ ก็เป็นเป้าหมายรวมกันของคนทุกคนทั้งครอบครัว และทางการแพทย์ว่าจะช่วยเขาอย่างไรให้ผ่านระยะเปลี่ยนผ่านนี้ไปได้
นพ.ศิริโรจน์: ขอขอบคุณ คุณหมอพรเลิศสรุปมะเร็ง ในทางการแพทย์แผนปัจจุบันมองว่ามันเป็นเซลล์ที่ผิดปกติในสารพันธุกรรมอยู่ในใจกลางเซลล์ ส่วนการผิดปกติตรงนี้ไม่มีใครรู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่รู้ว่าพฤติกรรมของเซลล์มันจะโตขึ้นโตขึ้นแล้วก็ไปกัดกินอวัยวะต่างๆทำให้เสียชีวิตตามมา การรักษาในปัจจุบันวิทยาศาสตร์ เขายังมองว่ามะเร็งเป็นเรื่องที่ต้องกำจัด ต้องทำลาย ต้องตัด การรักษาต้องมีตัดทิ้งและให้ยาไปทำลาย แล้วยังให้การรักษาโดยใช้ฮอร์โมนและการตัดเสบียง การตัดเส้นเลือดต่างๆที่จะเข้าไปเลี้ยง ใช้ความเย็น ความร้อนเข้าไปจี้ทำลาย คือโดยวัตถุประสงค์แล้ว มันคือสิ่งแปลกปลอมแล้วพยายามทำลายมันให้หมด ถ้าทำลายไม่หมดก็หมายความว่าต้องดูแลรักษากัน ประคับประคองกันให้ดี ก็เป็นลักษณะของแผนปัจจุบัน ก็เห็นบรรยากาศค่อนข้างซีเรียส เป็นมะเร็งหัวเราะได้ไหมครับ
คือจริงอยู่ รพ.ผมไม่ได้เป็นอย่างนี้ ที่รพ.คนไข้เป็นมะเร็ง มารออีก 6 เดือนตายทั้งนั้น ภาคอีสานมีมะเร็งตับ มะเร็งท่อน้ำดี มาถึงปุ๊บ ผมก็รู้เลยว่าครอบครัวเขาเศร้ามากเลย พอหมอตรวจเสร็จ หมอจะเอ่ยบอกเป็นอะไร ญาติจะมาสะกิดแล้วว่า อย่าบอกๆเดี๋ยวทรุด คือจะเป็นอย่างนี้ คือหมอจะรู้อยู่ว่าเวลาจะทำอะไรตอนไหน แต่มาฟังอีกบรรยากาศหนึ่ง เป็นบรรยากาศของอโรคยศาล วัดคำประมง โดยหลวงตาพัลลภหรือพระปพนพัชร์เป็นผู้ดูแล หลวงตาจะหัวเราะตลอดเวลา คือจะหัวเราะเพื่อสร้างบรรยากาศที่ดี หลวงตาจะมีหลักการในการดูแลมะเร็งอีกมุมมองหนึ่งที่จะช่วยเหลือผู้ป่วยในระยะสุดท้ายที่เป็นมะเร็ง
ผมขอกราบนมัสการให้หลวงตาได้บรรยายให้ท่านผู้ฟังที่เคารพได้ทราบเกี่ยวกับอโรคยศาล อาจจะเป็นใจความสำคัญที่สุดที่ท่านผู้ฟังในวันนี้อยากรู้อยากฟัง ผมขอแนะนำประวัติหลวงตาก่อน หลวงตาเป็นนักเรียนชลประทานรุ่นที่ 28 วันนี้ผมมา ก็รู้จักเพื่อนหลวงตาหลายท่านที่มาในวันนี้ แล้วก็เป็นผู้ที่จัดการอบรมในครั้งนี้ด้วย ปี 2519 จบวิศวะได้ วศบ.ชลประทานมหาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นรุ่นที่มีการเคลื่อนไหวทางด้านการเมือง สมัย 14 ต.ค. ถึง 16 ต.ค. 2519 แล้วรับราชการเป็นวิศวกรกองออกแบบกรมชลประทาน รับราชการได้ไม่นานมีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาได้ออกบวช ปัจจุบันเป็นพระภิกษุ ปพนพัชร์ จิรธัมโม เป็นเจ้าอาวาสวัดคำประมง อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ถ้าท่านไปจ.สกลนคร ก็ไปอ.พรรณานิคมไปแวะที่วัดคำประมงก็จะพบท่านได้ จริงๆ ท่านเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่สิม พุทธาจาโร วัดถ้ำผาปล่อง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ท่านได้เคยป่วยเป็นโรคมะเร็งหลังโพรงจมูก ซึ่งการแพทย์เรียกว่า นาโซฟาริงส์ (Nasopharynx) ท่านได้ทำการรักษาผสมผสานระหว่างแพทย์แผนปัจจุบันและก็ทั้งสมุนไพรและเรื่องของธรรมชาติบำบัดสมาธิบำบัด ปัจจุบันท่านไม่เป็นแล้ว ท่านสามารถทำงานตั้งแต่ตี 4 จนถึง 5ทุ่มทุกวัน โดยไม่มีวันหยุด ไม่เคยลาพักร้อน ก็จะเห็นว่าท่านมีความมุ่งมั่นมากในการที่จะรักษา โดยที่วัดคำประมงจะไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น เป็นที่พึ่งแหล่งสุดท้าย เพราะส่วนใหญ่แล้ว พอเป็นมะเร็งขั้นสุดท้าย หมอก็บอกให้ไปรอตายที่บ้าน ชาวบ้านส่วนหนึ่งก็มาที่ อโรคยศาล วัดคำประมง ผมก็ขอนมัสการให้ท่านหลวงตาได้ บรรยายต่อ
หลวงตา: คุณหมอศิริโรจน์กับคุณหมอพรเลิศ เคยพูดกับหลวงตาที่ รพ.รักษ์สกลให้กับคณะแพทย์ พยาบาลและผู้ที่สนใจฟังเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยในวาระสุดท้าย ในวันนี้คุณชัชวาล ก็อยากจะให้หลวงตามาพูดที่นี่ด้วยในฐานะที่เป็นพี่น้องชลประทานด้วยกัน เพราะว่าคนชลประทานทราบว่าเป็นมะเร็งเยอะ โดยเฉพาะมะเร็งใจ มะเร็งใจนี่มันแก้ยาก หลวงตาก็ต้องขออนุโมทนาคุณหมอทั้ง 2 ท่านซึ่งช่วยเหลือหลวงตาทั้งด้านการรักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบันและก็มาช่วยเหลือกันด้วยหัวใจ มะเร็งต้องด้วยใจอย่าไปเน้นที่อื่น ถ้าเรารักษามะเร็งแล้วเรามุ่งแต่ทางกายภาพอย่างเดียวมันก็ยังไม่ได้เท่าไหร่นักหรอก เพราะว่ามันจะค่อนข้างรุนแรง อย่างเช่นว่าการรักษาด้วยเคมีบำบัด มันก็ทรมาน การฉายแสงก็ทรมาน การผ่าตัดก็ทรมาน ตรงนี้แหละที่หลวงตามองเห็นความทุกข์ความทรมานของผู้ป่วยโรคมะเร็ง ก็อดสงสารไม่ได้ ผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งจึงพากันมาจากเหนือเชียงใหม่ตรงมาถึงจากใต้ ยะลา สุราษฎร์ ภาคอีสานก็ทุกจังหวัด แล้วกรุงเทพฯนี้ก็ไป ดร.ที่จบจากอเมริกาก็ยังไปตายที่หลวงตา คือ ตายอย่างยิ้มไม่ใช่ตายอย่างร้องไห้ มันสำคัญตรงนี้ ทีนี้พูดถึงโรคมะเร็ง ไม่อยากให้ซีเรียส หลวงตาก็อยากจะถามพวกเราว่า พวกเราคงดู แดจังกึม เขาสอนรักษาโรคมะเร็งหรือเปล่าหรือสอนทำกับข้าวอย่างเดียว คือทุกคนหลวงตาอยากเห็นพวกพี่น้องยิ้มให้หลวงตาดูซิว่ามันสวยไหม คืออย่าทำใจให้มันซีเรียสกับทุกเรื่อง โดยเฉพาะการบำบัดรักษาโรคมะเร็ง เราซีเรียสไม่ได้ หลวงตาก็ต้องไม่ซีเรียสด้วย เพราะว่าคนที่ซีเรียสมาหาหลวงตาเยอะมาก ตั้งแต่ตื่นมาก็เอ้ามากันแล้ว หรือนั้นบ้านไหน เราก็ยังไม่ได้ฉันอะไรเลย บางที 11.30 น. เราก็ยังไม่ได้ฉันข้าวเลย เพราะว่ามันเยอะ คนเป็นมะเร็งมันมาก
ทีนี้เราจะทำอย่างไรถึงจะช่วยเขาได้ในระดับที่ว่าทั้งกายและใจ สมมุติว่าผ่านคุณหมอมาแล้ว มาถึงหลวงตามาจากโรงพยาบาลต่างๆไปถึง หลวงตาจะทำอย่างไง ก็คือเขาเอาหัวใจมาหาหลวงตาแล้ว เขาฝากชีวิตเลยว่าขอถวายชีวิต หลวงตาจะจัดการอย่างไรก็เชิญเลย คือบางคนเขายอมขนาดนั้น เราความรักความเมตตาที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันมันยิ่งใหญ่กว่าที่จะเป็นความรักด้วยเงินตรา คือถ้าเราตั้งสมมุติฐานว่า ผู้ป่วยทุกคนที่มาหาเรา เราต้องคิดเงินเขา เราต้องคิดค่าคิดราคาเขา ผู้ป่วยบางคนก็รู้สึกไม่สบายใจแล้ว อย่างคนไข้มาถามหาหลวงตาก็จะถามว่าคิดค่าเท่าไหร่ ค่ารักษา ค่าหมอ ค่าพยาบาล ค่าที่พัก บอกไปว่าหลวงตาไม่คิดหรอก คิดอย่างเดียวขอให้คุณหายกลับบ้านอย่างมีความสุข อยู่กับครอบครัวอย่างมีความสุข นั้นคือจุดมุ่งหมายของหลวงตา แต่ถ้าหากว่าคุณไม่หายคุณจำเป็นต้องตาย คุณก็ตายอย่างมีความสุขเหมือนกัน คือตายอย่างไม่กลัวตาย อย่างมีชีวิตที่ดีชีวิตแบบว่าเป็นมะเร็งกลับมีความสุขกว่าคนที่ไม่เป็นมะเร็ง คนที่เป็นมะเร็งเขามาอยู่กับหลวงตา กิจวัตรประจำวันเช่นว่า สวดมนต์ไหว้พระ สมาธิภาวนา ต้มยา ใส่บาตร ตั้งแต่เช้ามาเขาก็เดินออกกำลังกาย ที่เดินได้ก็ไปใส่บาตรแต่เช้า นั่งรถเข็นบ้าง นั่งรถส่วนตัวบ้าง ใส่บาตรแล้วก็มีความสุขในตอนเช้า พอสายๆมาก็ตรวจไข้ จ่ายยา ต้มยา กินยาสมุนไพรต่างๆ เหล่านี้คือในวัฏจักรของคนที่ป่วย จะเป็นอย่างนั้นในความเป็นจริง ทีนี้ทำอย่างไรเราถึงจะให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งเขารู้สึกว่าเขามีความสุขแล้วก็ญาติมีความสุขด้วย ตรงนี้ต้องมาปรับอารมณ์ คือปรับสภาพใจให้เขาก่อนแล้ว และก็ญาติๆคนหนึ่งป่วย คุณเอาญาติมาครึ่งโหลหมดบ้าน นั่งเครื่องบิน นั่งรถตู้ มาทั้งปิคอัพเลย มาเป็นขบวนเลย ป่วยคนเดียวอีกขบวนหนึ่งป่วยตาม ป่วยทั้งชุดเลย คนที่ไม่ป่วยบางทีเขาจะป่วยมากกว่าคนที่เป็นมะเร็งเสียอีก เขาจะตายก่อนก็มี มันเป็นซะอย่างนั้น พวกนี้เราก็ต้องเอาเขาขึ้นมาด้วย บอกอย่าป่วยตามกันไป ป่วยคนเดียวก็พอแล้ว ตอนนี้เราจะต้องใช้ธรรมะบำบัด สมาธิบำบัดในการรักษาโรคมะเร็ง ซึ่งคุณหมอศิริโรจน์จะไปช่วยหลวงตา คุณหมอก็จะไปอยู่ตรงนั้น วันหนึ่งก็หลายชั่วโมงกว่าจะกลับก็ 4-5-6 ทุ่ม ซึ่งก็ต้องใช้หัวใจเยอะ ใช้ความตั้งใจสูงในการที่จะทำงานตรงนี้ และงานอโรคยาศาล คุณหมอศิริโรจน์กับคุณหมอพรเลิศบอก สิ่งที่หลวงตาทำมันเป็นสิ่งที่ดีมากแม้แต่ในอเมริกาเขายังทำไม่ได้อย่างนี้ มันเป็นการจุดประกายมิติใหม่ มิติหนึ่งของการรักษา ซึ่งเราจะต้องทุ่มเทความรัก ความเมตตาและหัวใจให้กับผู้ป่วยอย่างมาก โดยที่ว่าความสุขของตัวเองเอาไว้ทีหลัง ไม่ต้องคิดถึงเอาแต่พอประทังชีวิตไปได้ แต่ว่าเราต้องเห็นผลประโยชน์ของผู้ป่วยมาอันดับหนึ่งไม่ใช่แค่เพียงร่างกาย ว่าดวงจิตดวงวิญญาณด้วย หัวใจเขาต้องร่าเริงเบิกบาน อย่างผู้ป่วยมะเร็งของหลวงตานับตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปัจจุบัน 260 คน (พฤษภาคม 2549) มันก็มีหลากหลายที่เป็นมะเร็งระยะสุดท้ายแทบทั้งนั้น คือเมื่อเขาตายเขาก็ยิ้ม เขาบอกไม่ต้องห่วงเขาเลย เขาจะไปอยู่กับหลวงตา จริงๆเวลาตายเขาก็มาเข้าฝัน เข้าฝันผู้ป่วยบอกว่าหลวงตาทำไมไม่ให้เข้าไปล่ะ เขาตายแล้วหรืออะไรอย่างนี้ คือหัวใจเขามีความรักผูกพันความซาบซึ้งในความรักความเมตตาที่เราให้กับเขา คือเราก็รู้ว่าหนักมากเกินที่จะเยียวยา เราก็ปรึกษาหมอเขาอยู่ได้อย่างไร ค่า GPT-GOT อัลคาลายฟอสฟาเตส (Alkaline Phosphatase) ค่าในเลือดบอกเซลล์มันอยู่ไม่ได้แล้ว แต่เขายังอยู่ได้อีกนาน บางคนเป็นปีๆ พอตายก็ตายไม่มีความทุกข์คือไม่ปวดไม่เจ็บ คือหลวงตาพูดไม่ใช่พูดให้พวกเราเป็นมะเร็ง ถ้าอยากจะเป็นก็ได้ หลวงตาก็รับหมด คือจะเป็นซีอะไรก็แล้วแต่ ซี8 ซี9 ซี10 เหมือนกันหมด นั่นคือจะเป็นซีอะไรที่ไม่อยากให้มีความทุกข์กับเรื่องความเป็นมะเร็งมากกว่า ให้รู้จักว่าการเป็นมะเร็งเนี่ยมันสามารถสร้างวิกฤติในชีวิตของเราให้เป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่ ชนิดที่ว่าพลิกจากชีวิตที่อยู่นรกเนี่ยให้กลายเป็นสวรรค์ แล้วถึงที่สุดถึงนิพพานได้ อันนี้ต่างหากล่ะที่มันเป็นความน่ารักของโรคมะเร็ง แล้วความน่ารักของโรคมะเร็งมีตั้งเยอะ มีหลากหลายอย่าง เคสที่อยู่ในวัดสิบกว่าเคส มีทั้งเต้านม มีทั้งตับ มีทั้งอะไรต่ออะไรเยอะแยะ แต่เขามีความสุขในการที่เขาอยู่ เขาป่วยแล้วเขามีความสุข เขาไม่มีทุกข์หรอก จะทำอย่างไรถึงทำให้ผู้ป่วยทุกคน ญาติผู้ป่วยทุกคนมีความสุขในการที่เป็นโรคและขณะเดียวกันก็อยู่กับโรคมะเร็งได้ โดยที่มะเร็งกับเราไม่เป็นคู่ศัตรูกันแต่เป็นมิตรกัน
หลวงตาจะมีวิธีการว่า คือไม่ใช่วิธีการแต่เป็นธรรมชาติมากกว่า วิธีการมันมาพูดทีหลัง แต่ในจริงๆคือธรรมชาติของชีวิตเรา เข้าใจชีวิตมันต้องเป็นอย่างนี้แหละ ถึงคุณไม่เป็นมะเร็ง คุณก็ต้องเป็นโรคอื่น ถึงคุณไม่ตายวันนี้ วันต่อไปมันก็ตาย แต่บังเอิญว่าคุณโชคดี คุณได้เจอมะเร็งวันนี้ อย่าไปคิดว่ามันโชคร้าย ถ้าคุณคิดว่าคุณโชคร้ายเพราะมะเร็ง ถ้ามะเร็งไม่ใช่เพื่อนคุณเขาคงไม่มาแสดงว่าเขาเป็นเพื่อนซี้เพื่อนตายกับเรา เขาตายพร้อมกันกับเรา ถ้ามะเร็งตายเราตาย เราตายมะเร็งตาย ใช่คือเราจับมือกัน เราอยู่ด้วยกันได้นะแบบแบ่งกันกินกันใช้ ถ้อยทีถ้อยอาศัยไม่ต้องเบียดเบียน ไม่ต้องซุกซ่อนอะไร คือเปิดให้เห็นกันเลยว่าให้คนเขาเข้าใจว่าคุณเป็นมะเร็ง คุณไม่ต้องตกใจกับการเป็นมะเร็ง เพราะเรารับตรงนี้ได้ แล้วมันจะค่อยๆทำให้คนไข้มีแรง แล้วคนไข้จะมีแรงใจจะกินยา มีแรงใจที่จะรักษา มีแรงใจที่จะสวดมนต์ ก็คิดดูสิว่าคนไข้ที่เป็นมะเร็งเขามานั่งสวดมนต์ มานั่งสมาธิ หลวงตาว่ามากกว่าพวกคุณที่ไม่เป็นมะเร็งเสียอีก ถามดูซิ ทุ่มหนึ่ง-สามทุ่ม-ห้าทุ่ม ตอนเช้าตักบาตรอีกนะ ตอนสายๆก็ต้มยา บ่ายๆก็พบคนไข้เก่ามา follow up มาติดตาม มาต้มยาอีก ก็จะมาทั้งวัน ทั้งยาก็จะใช้เยอะมาก แล้วยาที่ใช้เป็นยาสมุนไพรซึ่งเป็นสมุนไพรเท่าที่สังเกตดูดีสำหรับผู้ป่วยมะเร็งพอสมควร ผู้ป่วยกินแล้วมีความรู้สึกที่ดีขึ้น การเจริญเติบโตของมะเร็งลดลง น้ำเหลือง น้ำเลือด เม็ดเลือดดีขึ้น ผลของแลบ (การตรวจโรค) มันดีขึ้นในระดับหนึ่งถึงจะไม่สุด อย่างเช่นบางคนค่า GPT GOT ALP (อัลคาลายฟอสฟาเตส) มากกว่า 1000 (ค่าปกติจะน้อยกว่า 160) พอมาดื่มยาสมุนไพรปรากฏว่าค่ามันลดลง มันลดมาใกล้เคียงปกติเรื่อยๆ (แปลว่ามันเริ่มไม่ตันแล้ว) พอถึงตอนนั้นที่สำคัญคือการสวดมนต์ภาวนา ใจมันจะนิ่ง มันจะมีพลัง พอจิตเป็นสมาธิ จิตมันนิ่ง ใจมันนิ่ง โรคมันก็นิ่งด้วย สังเกตดูคนไข้สุดท้ายๆ ถ้าใจเขาไม่นิ่งโรคมันจะลามเร็วมากเลย ก้าวกระโดดเลย แบบ 3 วัน 7 วันตายเลยก็มี พอรู้เป็นมะเร็งวันนี้ตกใจชนิดว่าเพี้ยนไปเลยและพวกนี้จะตายเร็ว แต่คนไข้คนไหนตั้งสติเขาได้ เขารับรู้พยายามที่จะทำความเข้าใจ ถึงแม้ว่าคุณหมอทางรพ.แพทย์แผนปัจจุบันบอกว่าไม่สามารถที่จะไปผ่าได้แล้วนะ เพราะว่าถ้าผ่ามันอันตรายสูงสุดแล้ว ไปให้เคมีก็ไม่ได้ ฉายแสงก็ไม่ไ ด้ คือถ้าผ่าก็คือตาย (อย่างขั้นซีไม่ขึ้นก็ทุกข์แล้วทั้งที่มันเกิดมาก็ไม่ได้ใส่ซี ใส่ขั้นอะไรเลย ก็มาใส่ทีหลังแล้ว ก็ไปทุกข์กับมัน) นี่เพราะคนเราเข้าไปยึดไปสำคัญว่าได้นี่เป็นตัวทุกข์ มันก็เลยทุกข์ซ้ำเติมทุกข์ซ้ำซ้อน แต่ถ้าเกิดเราบอกว่าเป็นเรื่องสบายเรื่องปกติ ถ้าเกิดมาแล้วเป็นมะเร็งก็คือว่าโชคดีก็แล้วกัน คุณก็ภาวนาเอาซิว่าทำไมเกิดมาเป็นมะเร็งถึงโชคดี ก็โชคดีเราจะได้พลิกวิกฤติให้มันเป็นโอกาส เป็น alert (ความตื่นตัว) เป็นสวรรค์ เป็นนิพพาน เป็นความเจิดจ้า เจิดจรัส ทางจิตวิญญาณไปเลย คือโรคมะเร็งเป็นเรื่องเล็กไปเลย ไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับเราแล้ว และการรักษานี่คนไข้ถ้ามีกำลังใจที่เข้มแข็งมันได้ผลมากกว่าคนที่ไม่มีกำลังใจ และการคิดการอ่านการพิจารณาตามขั้นตอนต่างๆมันจะค่อยๆไปตามขั้นตอน จะค่อยๆไปโดยธรรมชาติมันเอง มันรู้โดยตัวมันเองจะดำเนินไปอย่างไร อย่างสมมุติคนไข้มาหาหลวงตาคนหนึ่ง หลวงตา test ทดสอบในใจว่าเราจะต้องจับอะไร จับทิศทางของเขาจะเป็นอย่างไร แล้วค่อย take ยาเขา (การให้ยา) ขั้นตอนการ take ยา มันก็ต้องมีหลายอย่างเช่น ลุ คือการล้างพิษด้วยสมุนไพร ล้อม บำรุงร่างกายให้เขาแข็งแรงในระดับหนึ่งเพื่อจะได้รักษาคือ take ยา มะเร็งได้เต็มที่แล้วผู้ป่วยก็กินยา แต่ละคนหนักเบาก็ไม่เหมือนกันอีก
คนไข้ที่ผ่านจากโรงพยาบาลรัฐบาลหรื
อเอกชนมาที่นี้ เราก็จะถามคนไข้ว่า คนไข้ได้รับการรักษามาอย่างไรบ้าง เช่นว่า ให้เคมีมาแล้ว ครั้งที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ครั้งที่ 1 ก็ไม่ดี WBC ขึ้น ครั้งที่ 2 ก็ไม่ดี WBC (white blood cell) ก็ยังขึ้น ครั้งที่ 3 เขาก็เปลี่ยนตัวยาไป 3 รอบแล้ว ก็ยังขึ้น แต่พอมาหาสมุนไพรปุ๊บกลับไปปั๊บ WBC ลดลงแล้ว เขาอยู่ต่ออยู่คงที่แล้ว (หมายเหตุ กลุ่มมะเร็งเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดขาวยิ่งมากยิ่งไม่ดี) นี่คือเรื่องของการผสมผสาน คือเราจะไม่บอกว่าแพทย์แผนปัจจุบันไม่ดี แพทย์แผนปัจจุบันดี แต่ว่ามันต้องมีการให้มา join ร่วมมือกันได้ คือแบบตอนนี่ กระทรวงสาธารณสุขก็ไปกับหลวงตา ท่านผู้อำนวยการก็ไป join ว่าจะเอาที่อโรคยศาล วัดคำประมงเป็นศูนย์แม่แบบของการใช้สมาธิบำบัดโรคมะเร็ง เป็นแม่แบบทุกศูนย์ในประเทศไทยของทุกโรงพยาบาลในประเทศนี้ เป็นมิติใหม่ที่ดีมากของการแพทย์ เพียงแต่ว่าการแพทย์แต่ละคน เราต้องลดในการเป็นตัวตนของเราออกมาเพื่อ join กัน เราอย่าไปถือว่าเราดีหรือเลวอะไรอย่างนี้ เราว่าประโยชน์ที่มันเกิดสูงสุดต่อผู้ป่วย ต่อประชาชน เราต้องนึกถึงประโยชน์ตรงนั้น ไม่ใช่นึกถึงตัวเรานะ ถ้าเกิดว่าไม่มีผู้ป่วยเป็นมะเร็งจะมีคุณหมอมาทำไม ก็ไม่ต้องมีหมอมา ถูกไหมเพราะมีผู้ป่วยมันถึงมีหมอ มันก็เหมือนว่าเป็นการผสมผสานกัน หลวงตาก็อยากจะทำความเข้าใจว่าไม่ให้มีความทุกข์ไม่ให้มีความเครียด ไม่ให้มีความกังวลใจเกี่ยวกับโรคมะเร็งว่าเราเป็นโรคมะเร็ง แล้วค่อยๆมาตั้งสติของเราว่า เราจะดำเนินการรักษาอย่างไร แล้วก็อย่าไปฟังซ้ายฟังขวาฟังหน้าฟังหลัง คือผู้ป่วยหลายคนพออาการดีๆแล้ว ญาติก็แนะนำด้วยความหวังดีเอายาตัวนั้นไปกินนะ ญาติก็ไม่เคยกิน เลยพอกินดีๆ ก็ฟุบไปเลย มันเป็นอะไรที่ลึกลับซับซ้อนสำหรับโรคมะเร็งมาก เราต้องประเมินให้ได้ก่อนว่าคนไข้คนนี้เป็นมะเร็ง ตรงนี้ทิศทางของเขาจะเป็นอย่างไร สำหรับคนที่เป็นโรคมะเร็งมันเป็นผลข้างเคียงจากญาติ ที่สำคัญหลวงตาจะบอกญาติ บอกว่าถ้าคุณมาหาหรือมาเยี่ยมผู้ป่วย ถ้าคุณร้องไห้กรุณาไปร้องข้างนอก ถ้ามาเยี่ยมก็ยิ้มมานะ เขาไม่ต้องการที่อยากเห็นน้ำตาคุณหรอก น้ำตาเขาก็ออกมาพอแรงแล้ว คุณไม่ต้องมาเสียน้ำตาให้กับเขาซ้ำเติมเข้าไปอีก เข้าใจไหม กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญ เราจะเห็นพ่อแม่ ลูก น้อง หรือพระ อย่างพระกรุงเทพดึกดื่นก็โทรไปหาหลวงตา บอกโยมเป็นมะเร็งอย่างโน้นอย่างนี้จะปรึกษาจะรักษาอย่างไร หรือส่งพระมาจากเชียงใหม่ ลำปางอะไรอย่างนี้ ก็มารักษาที่วัดได้ แม่ชีก็มารักษาที่วัดได้ ญาติโยมตั้งแต่ดร.จนกระทั่งถึงตาสีตาสาก็มารักษาที่วัดได้ มีความรู้สึกที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่มีความรู้สึกว่าฉันจบดร.ฉันเป็นคนรวยหรือคนจน คนไหนก็มีหัวใจเหมือนกัน ทำนองนี้ เข้าใจไหม คุณหมอมี CD ช่วยดูที่ว่าสัมภาษณ์คนไข้ นี่ก็เป็นคนไข้ตัวอย่างในหลายสิบหลายร้อยตัวอย่างที่ป่วย ที่นั้นอย่างนายมังกร คนแรกค่าต่างๆเขาล้มเหลวโดยสิ้นเชิงแล้ว ทางการแพทย์นี่ล้มเหลว ตัวเหลือง ดำ หมองคล้ำหมด คันทั้งเนื้อทั้งตัว ซึ่งเราก็พยายามจะช่วยเขา เขาก็กินได้ ถ่ายได้ แต่ว่าค่าของมะเร็งมันไม่ได้ถอยให้เรา ตับมันไม่ถอยให้เรา แล้วเขาก็เสียชีวิตไปแล้ว คุณมังกรหลังจากที่คุณชัยนรินท์ (ข้าราชการกรมชลประทานระดับ 9) เขาไปถ่ายและไปสัมภาษณ์แล้ว ไม่นานเขาก็เริ่มปวดๆแบบว่าปวดขา ขาบวม ก็ปรึกษาคุณหมอศิริโรจน์บอกทำไมคุณมังกรบวมโดยไม่มีสาเหตุ บวมที่แขนบ้าง แล้วไปที่ขาบ้าง พอวันท้ายๆก็หนักขึ้นๆ ก็ไม่รู้เรื่องไม่รู้ตัว คือหมายความว่าแต่ก็ไม่ทรมาน ก็นอนสิ้นใจอย่างไม่ทรมาน ก็คือตัวอย่างของคนปวด โรคมะเร็งที่ว่าเขามีชีวิตที่มีความสุข แม้แต่ระยะสุดท้ายของชีวิตแล้วญาติๆเขาก็มีความสุข เขามาบอกหลวงตาว่าจริงๆหมอที่รพ.เขาบอกว่าตายไปนานแล้ว พอถึงหลวงตาญาติก็รู้สึกว่าทำไมมันดีขึ้น ร่างกายก็ดีขึ้น จิตใจก็ดีขึ้น มันก็ยืดชีวิตเขาต่อไป ครอบครัวเขาก็เริ่มปรับ ช่วงชีวิตเขายืดไปนี้ครอบครัวเขาก็ปรับใจเขาได้แล้วค่อยๆปรับสภาพใจของเขาได้ พอปรับสภาพใจได้ เวลาสิ้นก็ไม่เสียใจแล้ว มันไม่มีความรู้สึกนี่ไม่ใช่การสูญเสีย และเขาจะขอบใจหลวงตาพากันมาเป็นครอบครัว มาขอบใจที่หลวงตาช่วยชีวิตเขา ช่วยให้เขาเข้าใจชีวิตมากขึ้น คนเราก็ต้องเป็นอย่างนี้ละนะ และเวลาตายเขาก็ยังเข้าฝันอีก เข้าฝันคนไข้อยากจะมาอยู่กับหลวงตาอีกแม้กระทั่งตาย มีคนอยากมาอยู่กับหลวงตาอีก ซึ่งจะเป็นอย่างนี้มากเลยซึ่งผู้ดูแลผู้ป่วยเขาจะได้สัมผัสเยอะตรงนี้ บางคนเขามาเคาะประตูเรียกเดี๋ยวซักพัก เมียโทรมาบอกพี่ตายแล้ว คือเรื่องจิตวิญญาณพิสูจน์ไม่ได้ แต่ว่าใครอยากไปพิสูจน์ก็ไปอยู่กับหลวงตาได้ หลวงตาต้องการอาสาสมัครต้มยาอะไรอย่างนี้ ยากับการรักษามีรายละเอียดเยอะมากอาจจะต้องมีการบรรยายครั้งที่ 2 และ 3 ก็ได้
นพ.ศิริโรจน์: จริงๆแล้วมันเป็นอุบายอย่างหนึ่ง ผมหมอแผนปัจจุบันเรียนมาทางวิทยาศาสตร์ครับ เราจะคิดถึงว่าอะไรที่จับต้องได้ถึงจะเชื่อเอง บางอย่างจับต้องไม่ได้มันจะต้องจับต้องได้ก่อนแล้วถึงจะเชื่อ ใช่ไหมครับ อย่างพูดถึงนิพพานมีจริงไหม เชื่อไหม เรายังไม่ได้ผ่านจุดนั้น บางคนก็เชื่อ บางคนก็ไม่เชื่อ แต่คนปฏิบัติไปถึงตรงนั้น เขาก็ต้องเชื่อว่ามีใช่ไหม เรื่องของสมาธิบำบัดกับสมุนไพร ผมคิดว่ามันมาจากตนเป็นที่พึ่งแห่งตน คือไม่มีใครมารักษาใครได้ครับ แต่ว่าการที่ต้มยา มีฤกษ์มียาม บางคนก็สงสัยว่าเป็นพิธีพราหมณ์หรือเปล่า ทำฤกษ์ยามลักขณาเกี่ยวข้องกันกับการรักษา เขาไปเชื่อมโยงกันอย่างไร จริงๆแล้วมนุษย์กับดวงดาวเกิดขึ้นมาพร้อมกัน ผมจะเท้าความไปหมื่นๆ ล้านปี คือจุดเล็กๆเกิดระเบิดขึ้นมาครั้งใหญ่แล้วก็เกิดกาแลคซี นึกภาพกาแลคซีออกไหม เยอะแยะเลยครับ มีประมาณ 11 แสนล้านกาแลคซี ในแสนล้านกาแลคซีมีดวงดาวแสนล้านดวงดาว ฉะนั้นมนุษย์ก็เกิดมาจากดวงดาว ปฏิกิริยาของดวงดาวกับชีวิตมนุษย์มันเป็นสิ่งที่เขาค้นพบกันมานานแล้ว เพียงเราเชื่อมโยงไม่ถูกเองครับ ว่ามันจะดูดวงมันมีเหตุผลนั้น หาช่วงที่มีพลังที่สุดมาช่วยกันในการทำให้โลกนั้นดีขึ้น เขาถามว่าเวลารักษาโรคพฤติกรรมเราดีขึ้นไหมครับ คนที่สูบบุหรี่ กินเหล้า ก็เลิกใช่ไหมครับ คนที่กินอาหารที่เป็นสารพิษ เลิกไหมครับ เลิกครับ เขาได้สวดมนต์ทำสมาธิจิตใจเขาดีขึ้นไหมครับ เขาก็ดี อันนี้ก็เป็นกลไกทั้งหมด ที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันที่มาคอยปกป้องมะเร็งในตอนที่เรายังไม่ป่วย ระบบภูมิคุ้มกันมันดีอยู่ เวลาเราช่วยมันเสียไปแล้ว แต่เมื่อเราดำเนินพฤติกรรมต่างก็คืนมา ระบบภูมิคุ้มกันมันจะฟื้นขึ้นมา มันจะควบคุมมะเร็งได้ มันขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยครับ ถ้าเป็นมากมันก็ไม่หายครับก็ดีขึ้น ถ้าเป็นน้อยๆก็อาจหายได้ ขอเปิดคำถามจากผู้เข้าฟังเลยครับ
คำถาม : หลวงตาเป็นมะเร็งระยะที่เท่าไหร่ แล้วรักษาหายได้อย่างไร
หลวงตา : คือตอนที่เป็นมะเร็งเป็นปี 2519 ไม่รู้ตัวว่าตัวเองเป็นมะเร็งและไม่รู้จักคำว่ามะเร็งด้วย ไม่คิดมะเร็งมันคืออะไร แล้วก็อยู่ๆตอนตี 3 ลุกมาสวดมนต์ นั่งสมาธิไหว้พระตามปกติ พอวันนั้นเค้าพิเศษเป็น วันสงกรานต์ 11 เมษายน 2539 มันก็จามอกมา จามออกมาเลือดก็เต็มกระโถน โอ๊ย เราเป็นอะไรนี่ เป็นอะไรปุ๊บ หลวงตาก็มีหมอประจำตัวอยู่ รพ.สมิติเวช ซึ่งดูแลเรื่องป่วยไข้มานาน พอสุดท้าย หลวงตาต้องไปตัดชิ้นเนื้อ คือส่องกล้องเข้าไปสายเข้าไปและไปตัด ตัดปุ๊บ 15 วัน พอวันไปฟังผล หมอนัดไปฟังผล เราก็ไปนั่งรอ หมอเค้าบอกว่าเป็นมะเร็ง เอ้อ เราก็ไม่เสียใจ เราก็แจ๊คพ๊อดโว้ย หัวเราะ คนอื่นตั้งแยะไม่เป็นเราเป็น ปุ๊บโทรหาพี่สาวที่เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์แพทย์หญิงเกสร วัชรพงษ์ อยู่จุฬา เป็นอาจารย์หมอจุฬา ตอนนี้เป็นคุณหญิง เขาก็พาไป Bangkok Nursing Home ไปทำ Clinic อยู่ที่นั้น เขาก็นำเข้าเครื่องเช็คด่วนเลย เขาพูดคำเดียวว่าเป็นมากแล้วทำไมเพิ่งจะมาบอก เราคิดในใจว่าใครจะไปรู้ได้ว่ามันเป็นมะเร็ง พอรู้ก็เข้าจุฬา พี่สาวอยู่จุฬา เค้าจบจุฬา ก็เข้าจุฬาเลย พี่สาวมีอาจารย์แพทย์ที่เป็นลูกศิษย์พี่สาวเป็นคนดูแล เขาก็ลุยเลย ทั้งฉายแสง โอ้โฮ สุดๆจริงๆ ไม่แค่ฉายแสงอย่างเดียว เอาเคมีให้อีกทุกวันเลย แต่ว่าความเจ็บ ความปวด หลวงตารู้ซึ้ง หลวงตาถึงเมตตาสงสารผู้เป็นมะเร็ง เพราะว่ามันรู้ซึ้งแล้วว่า มันปวดทรมานทุกขุมขน ลองคิดดูซิว่าทำอย่างไร ถ้าไม่ใช้สมาธิ ถ้าเกิดใครเคยให้เคมีรู้เลย ฉีดยาเข็มที่ 1 และก็ความเจ็บปวด มันวิ่งจู๊ดเลย เรียกว่าสมาธิมันต้องไปถึงหัวใจเลย พุทโธแบบสุดๆ ไม่ว่าใครมาไม่ต้องพูดด้วยแล้ว หลับตาพุทโธอย่างเดียว นี้คือการเจ็บปวดของมะเร็ง แล้วยังจะมีแสงอีก ฉายแสงแล้ว ฉายอีก คือหลวงตาต้องกินน้ำเยอะ น้ำลายมันหายไปขนาดเป็นใบ้ก็แล้วกัน พูดไม่ได้เป็นเดือน ก็พอเจ็บปวดขนาดนี้จนกระทั่งพอครบเสร็จแล้ว หมอยังมาถามอีกว่าเดี๋ยวผมจะให้ course ใหญ่อีก ท่านสู้ไหวไหม ไอ้ course ใหญ่ของเขาคืออะไร ไอ้เรานักสู้เอาอะไรบอก ใหญ่ขนาดไหนก็เอาว่ะ โอโฮเท่านี้ตลอดวันตลอดคืนเลยเป็นอาทิตย์ เคมีบำบัด คิดดูตลอดวันตลอดคืนเป็นอาทิตย์ มะเร็งมันขนาดไหนช่วยให้คำตอบหน่อยซิ แล้วจนกระทั่งสุดท้าย หลวงตาสละ คือ กูยอมตายดีกว่า กูยอมตายแล้ว พันล้านมากองข้างหน้า กูก็ไม่สนใจแล้ว ยอมตายก็คือหลุดเลยไง พอยอมตายก็คือหลุดจากโลกเลย แล้วก็มาผสมผสานด้วยสมุนไพร เพราะว่าพอออกจาก รพ.ปุ๊บพูดเหมือนสั้นนะแต่มันยาว พอออกจากรพ.ปุ๊บ เอ๊ะก็รักษาด้วยวิธีนี้ก็ยังกินข้าวไม่ได้ กินน้ำก็ยังไม่ลง ลุกขึ้นมานั่งสมาธิตั้งแต่ตี 3 ยัน 6 โมง เลือกเลยนะตำราสมุนไพรเล่มขนาดนี้ หลวงตาศึกษาจบเลย และได้สูตรยามาแล้วที่ให้นี้ช่วยได้ เช้ามาจด ให้แม่ชีไปจัดการหายา เชื่อไหม 4 ทุ่มได้ฉันยา แก้วแรกหม้อแรกหายใจออก เช้าฉันข้าวได้เลย นี้ล่ะคือต้องมีหัวใจสวดเสกคาถา เพราะยาสมุนไพรตำราโบราณนี้เขาเป็นปึกเลยนะ ต้องใช้คาถา วิชาอะไร ทำบุญ ทำใจอย่างไร ขั้นตอนมันมีอยู่แล้ว ถ้าพวกเราสนใจศึกษาค่อยๆลงไปลึกๆอีกทีหนึ่ง การแพทย์ทางเลือก เข้าใจไหม มันเป็นอะไรอย่างหนึ่งและพออย่างนั้นมา มันก็ทำให้ร่างกายเราดีขึ้น แต่ว่าเราก็ยังพูดไม่ได้ เลือดก็ยังออก เลือดมันออก เลือดมันก็ยังเป็นเลือดอยู่ เราก็ทำสมาธิไปเรื่อยๆๆๆจนกระทั่งเลือดหายไป นี้ก็คือผลแห่งการใช้สมาธิมาช่วยในการเชื่อมโยง ระหว่างโรค เชื่อมโยงระหว่างยาสมุนไพร ยาทางเลือกแพทย์แผนปัจจุบัน คุณหมอจบจากจุฬาฯก็จะเก่ง และอีกอย่างที่เป็นตัวเลือก แล้วแต่บุญวาสนาของคนไข้ด้วย ถ้าคนไข้คนไหนไปเจอคู่บุญวาสนาของเขาเองนะ คุณหมอต้องเป็นคู่บุญด้วย เอ้า อีหลี ภาษาอะไรนี่ มันต้องคู่บุญไง ใช่ไหม เจอหมอบางคน อย่าลืมว่าเราไม่ประมาทหมอนะ หมอแต่ละคนประสบการณ์ ทักษะ หัวใจ ก็ไม่เท่ากัน คำนวณก็ไม่เท่ากัน ใช่ไหมคุณหมอ การคำนวณยา การให้เคโมมันจะไม่เท่ากันเลย มันจะมีความละเอียด ความลึกซึ้ง ความชำนาญ แตกต่างกันตรงนี้ละ แล้วแต่ใครจะเจอ แล้วแต่โชคใครโชคมันเด๋อ ข้อต่อไปคุณหมอมีอะไรอีก เข้าใจหรือยังตรงนี้
นพ.ศิริโรจน์: (คำถามต่อไป) ผู้หญิง 31 ปี บอกว่ารับประทานยากับสารเคมีมาตลอดชีวิตจนถึงปัจจุบัน กราบนมัสการถามว่าจะมีผลร้ายกับร่ายกายกับไตอย่างไร และหลวงตาจะช่วยได้อย่างไรค่ะ
หลวงตา : สารเคมีนี้หลวงตาเคยเจอวิศวกรแทนทาลัม ซึ่งเรียนวิศวะเคมีมาตลอดเวลาที่เรียนวิศว ทำงานโครงการยางก็ต้องใช้เคมี ตลอด 19 ปี เขาไม่รู้ตัวเลยว่าเขาเป็นมะเร็ง มารู้ตัวเมื่อมะเร็งมันกินปอดลามไปกระดูกแล้ว พอมาถึงหลวงตานี่ เขาหาเว็บไซต์หลวงตา ถามทำไมหนูจึงมาหาหลวงตา ก็หนูไปรักษามาจนหมดที่แล้ว จุฬาก็ไปมาแล้ว ไปมาหมดแล้ว ให้กินยาวันละเม็ด เม็ดละพัน สองพัน สามพันบาท ต่อวันกินเข้าไปขาก็กระเด้งดึ๊งๆอย่างนี้ มันไม่อยู่เลยคุณหมอ พอสุดท้ายตอนเขามาหาหลวงตาเขาร้องไห้มาเลย เขาทำใจอะไรไม่ได้เลย อายุประมาณ 40 นี่ก็เป็นวิศวกร น้องชายสามีก็วิศวกร พอสุดท้ายหลวงตาจูนหัวใจเขาได้ จูนหัวใจได้อย่างไร คือให้เขารับความจริงว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับเขา สิ่งที่เขาชนะได้คือหัวใจเท่านั้น ร่างกายต้องให้เขาเป็นตามสภาพแล้วเขาอยู่กับหลวงตาอาทิตย์หนึ่งจิตใจเขาเข้มแข็ง เขาเขียนจดหมายถึงสามี เขียนพินัยกรรมถึงลูก และก็โทรมาหาหลวงตาว่าหนูทำใจได้แล้วหลวงตา หนูไม่ห่วงอะไรแล้ว หนูพร้อมที่จะไป ปัจจุบันนี้ต้องใช้พยาบาลแล้ว แม้แต่อึ แม้แต่ทำอะไร คือหัวใจเขาอยู่ได้แล้ว ไงแล้วเขาก็ไปอย่างมีความสุข ซึ่งผิดตั้งแต่แรกที่มาร้องไห้ ลูกสาวยังเล็ก สามีก็ยังเพิ่ง 40กว่าๆ กำลังก้าวหน้าในการงาน แล้วทำไม ก็นี่คือเคมีมันมีผล เดี๋ยวเชิญคุณหมอพูดเชิงวิทยาศาสตร์อีกทีหนึ่ง
นพ.พรเลิศ : ยากับสารเคมีที่เราใช้กันส่วนใหญ่มันก็ต้องผ่านการศึกษามาแล้ว เริ่มต้นในสัตว์ทดลองแล้วถึงจะมาในคนปกติที่เป็นอาสาสมัครและถึงในคนป่วย ซึ่งในระดับหนึ่งก็ต้องผ่านขั้นตอนนั้นแล้ว พบว่าไม่มีปัญหาถึงจะมาให้ใช้กันได้ แต่ว่ายาทุกอย่างมันคงจะมาปรับสมดุลในร่างกายเรา ซึ่งบางครั้งในการศึกษายาบางอย่าง มันอาจจะใช้ในคนเป็นร้อยเป็นพัน แต่พอใช้ในประชากรที่เป็นแสน เป็นล้านคน ก็จะมีบางตัวซึ่งพอใช้ปุ๊บจากการติดตามแล้ว เราก็พบว่ามันมีผลทำให้เกิดปัญหาบางอย่างได้ ก็ต้องถูกถอนจากตลาดก็มี เพราะฉะนั้นจริงๆแล้ว เราก็คงใช้ตามหลักฐานและความรู้ในเชิงวิทยาศาสตร์บอก แต่ว่าคงไม่สามารถรับประกันถึงว่าในระยะยาวในการที่ใช้ยาตัวอื่นจะมีผลอย่างไร ความแตกต่างมันยังไม่มี จึงคงจะตอบไม่ได้ทั้งหมด
หลวงตา : นี่ไงที่เรียกว่าตอนที่คนเมื่อกี้ถามว่า หลวงตาจะมีวิธีรักษาอย่างไรที่ต้องรับเคมีมาตลอด พอมาถึงหลวงตาแล้ว ขอให้ดูหน้าก่อนคนนั้นหน้าตา พอจะไปวัดไปวาได้ จะได้ล้างพิษก่อนไง ล้างพิษด้วยสมุนไพร และค่อยต้มยา ค่อยๆล้างทีละอย่าง คือสมุนไพรต้องใจเย็น อย่าใจร้อน เพราะมันค่อยซึมซับเข้าไปนะ
นพ.ศิริโรจน์ : มีคนถามว่าตั้งเป้ายอดขายของบริษัทไว้ ไม่ได้ตามเป้าทำให้เครียดคือจะต้องถูกย้ายและก็มีหนี้สินเยอะ ทำให้เครียดด้วย จะแก้อย่างไร ถึงจะซ้อมตายแบบยิ้มได้ คำถามนี้จะให้ฆราวาสตอบก่อนไหมครับ หรือจะให้หลวงตอบก่อน ฆราวาสตอบก่อนนะครับ คือการตั้งเป้าหมาย ผมอายุยังไม่เยอะนะ แต่ก็พยายามพูดตามประสบการณ์แล้วกันว่า จริงๆแล้วเราตั้งเป้าผิดหรือถูก ถ้าเราตั้งเป้ายอดขายนะครับ ยอดขายควบคุมไม่ได้ เพราะว่ายอดขายส่วนหนึ่งมาจากสภาวะเศรษฐกิจใช่ไหมครับ สมมุติว่ายุค IMF เราไปขายของ มันคงไม่ได้ แต่ถ้าเราตั้งเป้าหมายชีวิตไม่ถูกตรงนั้นมันพอปรับได้ ทีนี้ถ้าเป้าหมายชีวิตมันไปผูกกับยอดขาย ซึ่งขึ้นลงตามแบบหุ้นมันก็คงเกิดความเครียด เราเอาความเครียดไปผูก ไปผูกยอดนั้นยอดนี้ เป็นระดับน้ำที่ขึ้นๆลงๆ เราก็ต้องแกว่งๆตามใช่ไหมครับ ทีนี้เป็นไปได้ไหมที่เราตั้งเป้าชีวิตให้ถูก อย่างเช่นเรามีความพอใจขนาดไหน ขนาดนี้เราพอใจแล้ว อย่างหมอไปคุยกับเพื่อนๆบอกรายได้เดือนเดือนหนึ่งตั้ง 3 แสนบาท เขาก็ตาโต มึงอยู่จังหวัดอะไรว่ะ ย้ายมาอยู่กรุงเทพดีไหม ผมว่าอยู่สกลนครสบายดีแล้ว อากาศก็ดี รถก็ไม่ติด แล้วก็มีโอกาสได้ทำบุญทำกุศล คือผมก็ตั้งเป้าชีวิตอยู่บนพื้นฐานแห่งความพอเพียง เราดูตัวอย่างพระ พระท่านยังฉันมื้อเดียว ทำไมเรากินตั้ง 3 มื้อ พระท่านไม่มีเมีย เรายังมีเมีย เรายังดีกว่าพระในบางเรื่อง ใช่ไหมครับ ถ้าเราตั้งเป้าหมายถูก เราก็จะลดความเครียดลงไปได้ ความเครียดเกิดจากภาวะ คือเราไม่ได้ในสิ่งที่เราคาดหวัง การแก้ปัญหาคือเราลดความหวังลงหรือเปลี่ยนเป้าหมาย หรือเราจะพยายามถีบตัวเอาให้บรรลุเป้าหมายตรงนั้นก็เลือกเองครับ 2 ทาง ถ้าเลือกทางที่ 2 ไม่รู้จะได้ไหมครับ ฉันจะเป็นนักขายให้เก่งขึ้นมีเทคนิคการขายที่ดี เป็นการพัฒนาตัวเอง หรือจะลดเป้าหมายลงอยู่อย่างธรรมดาก็ดีแล้ว ยอดขายไม่ได้ก็ช่างมัน ออกก็ช่างจะเป็นไรไป ย้ายก็ย้ายเรามีเป้าหมายในชีวิตกินอยู่อย่างสบายเราพอใจ อันนี้ฆราวาสตอบครับ แล้วก็ไม่เครียดซ้อมยิ้มทุกวัน อะไรจะเกิดขึ้นก็ยิ้มไว้ก่อนครับ ถ้ายิ้มไม่ออก สุดท้ายหายใจลึก ๆแล้วก็ยิ้มครับ แล้วจะยิ้มออกเองถูกไหมครับ เป็นมะเร็งก็ยิ้มได้ ลูกถูกรถชนตายก็ยิ้มครับ ลูกถูกจับตัวไปเรียกค่าไถ่ยิ้มไว้ก่อนครับ ไม่ยิ้มแล้วจะทำอะไรครับ เครียดทำไม เครียดไปแล้วไม่ได้ประโยชน์อะไร เครียดแล้วก็เหมือนเดิม เพราะฉะนั้นยอดขายตกก็ยิ้มไว้ ซ้อมยิ้มนานๆ พอจะตายก็ยิ้มได้ ฆราวาสตอบเสร็จแล้วครับ เดี๋ยวฆราวาสคนที่ 2 (หมายถึงคุณหมอพรเลิศ) จะขอตอบด้วย
นพ. พรเลิศ : เคยถูกดมยา เพื่อนที่เขาดมยาให้ เขาบอกว่าตอนดมยาหลับไปนี่ ทำไมดูเหมือนยิ้มอยู่ ก็แปลกดีจริงๆ แล้วหลายอย่างก็ได้ศึกษากับอาจารย์หลายๆท่านครับ จริงๆแล้วเราจะต้องใช้เหมือนกับวิธีคิดนะครับ อย่างเช่นถ้าเกิดว่าสมมุติวันนี้ถ้าเกิดเป็นอะไรขึ้นมา จะมีใครที่จะต้องเดือดร้อนเพราะเรา ชีวิตของเราครอบครัวจะเป็นอะไรต่างๆ อย่างเช่น ถ้าจะสร้างหนี้ ก็คงจะต้องสร้างหนี้ในภาวะที่ถ้ามีเราจะทำได้อย่างไร ถ้าเกิดไม่มีเราจะอยู่ได้ไหม จะมีการจัดการอย่างไรบ้างนะครับ อย่างคุณพ่อผมเป็นกำพร้าตั้งแต่อายุ 7 ขวบ แต่คุณพ่อก็ยังอยู่ได้ สามารถเลี้ยงลูกได้อย่างดี เพราะอะไรซึ่งมันไม่ใช่เรื่องเงินอย่างเดียวแล้วครับ มันเป็นเรื่องของการเป็นอยู่ในครอบครัว เรื่องที่เกี่ยวกับวิถีชีวิตของท่านเอง ซึ่งถ้าไม่มีคนส่งเสริมตลอดนั้น จริงๆ มันเป็นเรื่องของการปฏิบัติตัวเองนะครับ ที่เราทำดีกับตัวเอง ทำดีกับคนอื่นอยู่กันตลอดเป็นอย่างไร แล้วก็อีกอันหนึ่งเรื่องของความกลัวที่จะต้องสูญเสียจริงๆ มันเป็นหลักอย่างทางแพทย์ทางพยาบาล มันเป็นเรื่องที่เราเผชิญกับความสูญเสีย และพูดเรื่องความตายมันคือความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่จริงๆแล้วทุกวันเรามีความกลัว อย่างเช่นสูญเสียโอกาสหรือว่าของหายหรือว่าอะไรต่างๆ หรือการถูกเปลี่ยนแปลงที่ทำงาน การเกษียณต่างๆ ถ้าพูดถึงการซ้อม คนเราจะใช้กลไกตอบสนองกับสิ่งเหล่านี้คล้ายๆกันนะครับ เพียงแต่จะหนักหรือเบาเท่านั้นเอง ถ้าเกิดจะซ้อมต้องซ้อมจากอันที่เบาๆก่อนนะครับ ของที่หายก่อน แล้วต้องไปของแพงนะครับ รถยนต์ถูกขีดอะไรอย่างนี้ก็ค่อยๆขึ้นไป ถ้าเราทำตอนนี้ได้ ถ้าขึ้นระยะที่มากขึ้นก็พอเชื่อมั่นได้ว่าเรามีสิทธิ์ที่จะยิ้มได้ครับ
หลวงตา : ที่ยอดขายยอดไม่ขาย คือการที่คุณหมอพูดมันก็ถูกในระดับหนึ่ง ถ้าให้ดีที่สุดขอให้ผู้ที่ถามว่า ยอดขายที่เข้าเป้าหมายหรือไม่ถูกเป้าหมาย ทำสมาธิซะก่อน สวดมนต์ไหว้พระให้ใจเย็นๆ สงบ สมาธิหาความจริงของชีวิตว่าคุณเกิดมาเพื่ออะไร เพื่อมาคลำเป้าหมายเหรอ มาเป็นขี้ข้าบริษัทเหรอ แล้วคุณก็ค่อยไปทีละข้อๆ นะเราไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงจิตใจคุณได้หรอก เพราะเราไม่รู้พื้นฐานคุณเลยว่าคุณเป็นอย่างไรมาอย่างไร เพราะว่าจิตใจเป็นของละเอียดอ่อน ไงแต่ว่าเป็นวิธีการว่า ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติหลุดพ้นค่อยๆดำเนินไป ตามวิถีพุทธ วิถีธรรม วิถีของผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ แล้วคุณจะค่อยแก้ปัญหาของคุณได้ด้วยตัวของคุณเองนะ หลวงตาจะไปแก้แทนคุณไม่ได้ คุณก็จะบอกหลวงตาว่าหลวงตาไม่ใช่นักขาย คุณก็จะย้อนถามแต่ว่าคำถามที่เกิดจากตัวคุณเอง แล้วคุณจะเข้าใจความสมดุลของชีวิตแล้ววิญญาณของคุณอยู่ตรงไหน ตรงนั้นคือคำตอบของคุณนะ เข้าใจนะ
หลวงตา : ครับ มีผู้เขียนคำถามมาเยอะเลยครับหลวงตา ก็คงจะตอบอีกสัก 2-3 คำถาม ที่เหลือหลวงตาต้องตอบในเว็บไซต์นะครับ คำถามหนึ่ง ถ้าอยากไปศึกษาดูงานที่วัด หรือร่วมทำกิจกรรมจะต้องเตรียมตัวอย่างไรครับ มีที่นอนไหม ต้องเตรียมตัวอะไร ปัจจัยอะไรไปบ้างครับ
หลวงตา: คนเป็นมะเร็งไม่ต้องเตรียมเลย หมาหลวงตายังเลี้ยงได้เลย คนทำไมจะเลี้ยงไม่ได้
นพ.ศิริโรจน์ : แปลว่าไปตัวเปล่าได้ครับ แต่ต้องสวมเสื้อผ้านะครับ มีเรือนพัก มีข้าวกิน มีหินถู มีอู่นอนครับ ขออีก 2 คำถามแล้วกันนะ หลวงตามีการบริหารจัดการอย่างไร หลวงตารักษาผู้ป่วยเพียงผู้เดียวหรือไม่ มีหน่วยงานใดมาช่วยหรือเปล่าครับ
หลวงตา: ตอนนี้มีคุณหมอมาช่วยไง คุณหมอ พยาบาล อาสาแพทย์ อาสาเภสัชกร นักเทคนิคการแพทย์สาธารณะสุข ตอนนี้กระทรวงสาธารณะสุขกำลังเข้ามา ทางกองแพทย์ทางเลือกและพัฒนาแพทย์แผนไทย เริ่มเข้ามาเอาตรงนี้เป็นโมเดลของทุกๆศูนย์ในการใช้สมาธิบำบัด และไม่ต้องห่วงเรื่องการบริหารจัดการหรอก เพราะว่ามะเร็ง หลวงตายังบริหารจัดการมันได้ เรื่องอื่นมันเรื่องเล็ก
นพ.ศิริโรจน์ : ถามนายแพทย์พรเลิศ มีผู้ป่วยที่เป็นมะเร็ง แล้วญาติกับหมอช่วยปิดคนไข้ไว้ไม่ให้รู้ รู้แล้วเดี๋ยวจะทรุด เขาถามว่าหมอทำถูกหรือเปล่า หรือถ้าทำให้ดีกว่านี้ทำอย่างไร ให้คุณหมอพรเลิศตอบ
นพ.พรเลิศ : คือตรงนี้เราใช้อย่างประสบการณ์ที่เรากลัว เคยมีคนกระโดดตึกตาย หรือว่าอะไรต่างๆ เพราะว่ารู้ว่าเป็นมะเร็งแล้วชีวิตมันอยู่ไม่ได้ แต่ว่าเท่าที่พบส่วนใหญ่ทุกคนจะมีการตอบสนอง เวลาบอกว่าเป็นมะเร็งนะครับ ถ้าใครบอกเป็นมะเร็งแล้วเฉยๆ จริงๆแล้วไม่ปกติครับ แต่ว่ามันเหมือนเราทิ้งหินลงน้ำ มันต้องกระเพื่อม แต่มันกระเพื่อมจะแรงหรือเบามันอยู่ที่คน คนบางคนจะตอบสนองอย่างรุนแรง คนบางคนอาจจะโกรธ คงบางคนอาจจะเศร้า คนบางคนอาจปฏิเสธ แต่การกระเพื่อมมันจะค่อยๆเบาลงเรื่อยๆสู่ระยะการปรับตัวได้จริงๆ แล้วถ้าเราบอก ตอนอีกวันหนึ่งก่อนตาย มันคงกระเพื่อมอย่างเดียวครับ ไม่เคยนิ่งเลย ตายเลย อย่างนี้อันตรายมันไม่ดีครับ เราควรจะบอกตอนที่เขากำลังปรับตัวได้ ยังพอมีเวลา อย่างนี้ยังมีประโยชน์มาก เขาจะได้เข้าสู่กระบวนการพัฒนาจิต ซึ่งอันหนึ่งที่เราพบคือว่าพวกเราทุกคนในวัย กำลังเสื่อม กายเสื่อมทุกคน คนเรากำลังเสื่อมเสื่อมไวกว่าทุกคน สิ่งที่เราคุมได้คือว่า เราต้องพัฒนาจิตให้มาคุมกายแทน ตัวนี้มาช่วย ในบทบาทแพทย์ คนป่วยมา ปวดทำอะไรไม่ได้ เราช่วยเรื่องกายให้นิ่ง เพื่อให้เขามีโอกาสในการที่จะพัฒนาจิตใจมันให้เข้มแข็งขึ้น และในระยะสุดท้ายคนจำนวนหนึ่งเราจะเห็นว่าใครมีทุนดีจะจากไปอย่างสงบ ในทุกอย่างทุกศาสตร์ไม่ว่าเป็นการแพทย์ แพทย์ทางเลือกมันไม่ใช่เป็นเป้าหมายในตัวมันเอง ไม่ใช่ว่าใช้ยาอย่างนี้ ใช้สมุนไพร มันจะให้คำตอบที่ดีที่สุด เพราะว่าใช้ระดับหนึ่งปุ๊บ มันจะมีผู้ป่วยใหม่เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ จนถึงตาย มันจะมีตัวอย่างเกิดขึ้นเรื่อยๆ เราได้ใช้โอกาสนี้แล้วให้เขาพัฒนาตัวเองให้จิตคุมกายได้และจะเป็นคำตอบที่เขาจากไม่ได้
หลวงตา : ถูกต้อง คุณหมอพูดถูก ใช้จิตคุมกาย กายและจิตเป็นสิ่งพึ่งพาอาศัยกัน แต่คือหัวใจคือจิต จิตตัวนี้คือเป็นตัวปรับความสมดุลของกายได้ แต่ว่าต้องให้ใจเราสมดุลก่อน พอใจเราสมดุลคือไม่เครียด ไม่ทุกข์ และค่อยๆไปปรับความสมดุลของกาย มันจะสัมพันธ์กัน
นพ.ศิริโรจน์ : ตอนนี้มีคำถาม ว่าคนปกติกินยานี้ได้ไหม ผมตอบเลย ผมกินมาแล้ว 5 หม้อ ถามว่าลำบากไหม ก็ลำบากพอสมควร เพราะคนธรรมดาไม่ได้ป่วย แต่ว่าอยากจะลองกินดู ก็กินไปมีผลข้างเคียงนิดหน่อย ทำให้เราถ่ายดีขึ้น คือถ่ายสบายเลยครับ คือมันเป็นตัวดูดซับอาหารที่เป็นพิษและก็ล้างพิษ ผมรู้สึกอย่างนั้น ก็กินได้ ก่อนกินต้องตั้งจิตอธิฐาน ตั้งสมาธิ แต่กินนานเท่าไร คือผมตอบไม่ได้นะครับ เราไม่รู้ว่าเราป่วยอะไร เราลองกินเฉยๆ ถ้าคนป่วย หลวงตาก็ตอบแล้ว ว่าเป็นมะเร็งขึ้นกับมะเร็งหนักเบาแค่ไหน บางคนอาจจะกิน 7 หม้อ 10 – 20 หม้อ ก็มี ก็แล้วแต่ให้หลวงตาวินิจฉัยและติดตามแล้วกัน คำถามสุดท้ายก่อนที่หลวงตาจะสรุป เป็นคำถามที่เกี่ยวทางจิต มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง แนวทางรักษาลำดับอย่างไร
หลวงตา : คุณก็ต้องมาทำก่อน คุณถึงจะรู้ คุณไม่ทำตอบอย่างไรคุณก็ไม่รู้ เหมือนคุณไม่กินข้าว คุณก็ถามกับข้าวแกงเขียวหวาน เมื่อเช้าอร่อยหรือเปล่า ก็ยังไม่ทันกินแกงเขียวหวานเลย คุณต้องกินซะก่อน คุณจะได้รู้ว่ามันเผ็ด เปรี้ยว เค็ม หวาน มัน อย่างไรนะ
นพ.ศิริโรจน์ : ครับ ก็ถ้ายังไม่พอใจ ฝากคำถามในเว็บไซต์ให้หลวงตาตอบอีกทีได้ ถึงเวลาหลวงตาต้องสรุปแล้ว
หลวงตา : ถ้าสิ่งที่พวกเราทุกคนมาพูดในวันนี้ ทั้ง 3 ท่าน คือหลวงตา คุณหมอ แล้วก็พี่น้องชลประทาน คือ คุณชัชวาล คุณชัยนรินท์ ทีมงาน คุณตั้ม ทีมเว็บไซต์ ก็ตามหรือพี่น้องทุกคน มันเป็นประโยชน์ หลวงตาขออุทิศส่วนกุศลให้กับพระบรมครูแพทย์คือ พ่อหมอชีวก สมเด็จพระบิดาที่เป็นพระบิดาทางการแพทย์ ขอให้ท่านได้รับอานิสง ที่ลูกหลานทำในครั้งนี้ ขอให้ทุกสิ่งทุกอย่างมีสัมฤทธิ์ผลทั้งภายในจิตในใจและก็เกิดผลิตผลทั้งร่างกายและทุกสิ่งทุกอย่างแก่พวกเราทุกคน และแก่วงการแพทย์ทุกๆสาขา แล้วแก่พี่น้องชาวชลประทานให้มีความสุขสวัสดี เกิดเป็นศรี เกิดเป็นศักดิ์ เกิดเป็นมงคล ทั้งทางโลกทางธรรม สมความมุ่งมาดปรารถนา ถ้าหากว่าผู้ใดก็ตามที่ป่วย ก็ปรึกษาหลวงตาได้ ปรึกษาคุณหมอทั้งสองคนได้ตลอดเวลา คุณหมอก็เปิดกว้างในใจที่กว้างขวางอยู่แล้ว ไม่รังเกียจว่าคุณมาจากไหนก็แล้วแต่ ขอให้เหมือนเรา เป็นเพื่อนกัน เพื่อนที่อยู่ในโลกร่วมกัน ที่จะต้องช่วยกันสร้างสรรค์สิ่งที่ดีๆงามๆให้เกิดเป็นความสงบร่มเย็นของประเทศชาติ ของพระพุทธศาสนาด้วย และสุดท้ายนี้ก็ขอความสุขความสวัสดี จงมีแก่ท่านทั้งหลายทุกประการเทอญ
คุณชัชวาล : สาธุๆ ขอให้พวกเราตบมือให้กับวิทยากรทั้ง 3 ท่านนะครับ ขอเรียนเชิญท่านประธานมอบของที่ระลึกเล็กๆน้อยๆจากพวกเราชาวชลประทาน
หลวงตา : ขอเชิญรับพรนะ ตั้งใจแผ่กุศลด้วย ตั้งใจเป็นสมาธิ ตรงนี้ๆให้นึกถึงปัจจุบันสำคัญที่สุด อนาคตพรุ่งนี้อาจไม่มีสำหรับเราก็ได้ แค่ลมหายใจเข้า หายใจออก ปัจจุบันก็พอใจแล้ว
ที่มา : http://pineapple-eyes.snru.ac.th/alo/index.php?q=node/167
ท่านที่สนใจ สามารถดูเกี่ยวกับกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่
http://76.nationchannel.com/playvideo.php?id=62968
http://76.nationchannel.com/playvideo.php?id=62977
ปาฐกถาธรรมและบรรยาย ณ กรมชลประทาน สามเสน กทม. 25 พฤษภาคม 2549
โดย 1. พระปพนพัชร์ จิรธัมโม วัดคำประมง จ. สกลนคร
2. นพ.ศิริโรจน์ กิตติสารพงษ์ รพ.รักษ์สกล จ. สกลนคร
3. ผศ.นพ.พรเลิศ ฉัตรแก้ว รพ.จุฬา กทม.
คณะอนุกรรมการสวัสดิการการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม กรมชลประทาน ยินดีต้อนรับท่านผู้มีเกียรติและใฝ่ในธรรมทุกท่าน
ขอขอบคุณท่านรองอธิบดีกรมชลประทาน (นายละเอียด สายน้ำเขียว) ที่ให้เกียรติมาเป็นประธานในวันนี้ กิจกรรมการฟังธรรมเพื่อพัฒนาจิตของข้าราชการและลูกจ้างประจำนั้น โดยปกติจะจัดทุกวันพฤหัสบดีที่ 4 ของทุกเดือน โดยมีหน่วยงานระดับสำนักและกองต่างๆหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพ ซึ่งในวันนี้มีสำนักชลประทานที่ 7 (อุบลราชธานี) สำนักชลประทานที่ 8 (นครราชสีมา) กองแผนงานและสำนักจัดรูปที่ดินกลางเป็นเจ้าภาพ โดยได้อาราธนานิมนต์พระอาจารย์ปพนพัชร์ จิรธัมโม เจ้าอาวาสวัดคำประมง อำเภอพรรณนานิคม จังหวัดสกลนคร เป็นองค์บรรยายธรรม และ ได้รับเกียรติจาก ผศ.นพ.พรเลิศ ฉัตรแก้ว ภาควิชาวิสัญญีวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และ นพ.ศิริโรจน์ กิตติสารพงษ์ รองผู้อำนายการโรงพยาบาลรักษ์สกล จังหวัดสกลนคร เป็นวิทยากรผู้บรรยายร่วม เรื่อง “สมาธิบำบัดกับการรักษาโรคมะเร็ง” ในโอกาสนี้ผมขอเรียนเชิญท่านประธาน รองอธิบดีกรมชลประทาน (นายละเอียด สายน้ำเขียว) เป็นผู้จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ขอนิมนต์หลวงตาปพนพัชร์และเรียนเชิญนายแพทย์ทั้ง 2 ท่าน ขึ้นบนเวทีแสดงธรรมบรรยายครับ
นพ.ศิริโรจน์: เรียนท่านรองอธิบดีกรมชลประทาน และพี่น้องข้าราชการกรมชลประทานทุกท่าน กระผมนายแพทย์ศิริโรจน์ กิตติสารพงษ์ ขอรับไมค์ต่อจากท่านพิธีกร วันนี้เรามาพูดกันเรื่องการดูแลรักษาโรคมะเร็ง โดยหลวงตาปพนพัชร์ จิรธัมโม แห่งวัดคำประมง ก็จะมีบรรยากาศเป็นลักษณะของฝ่ายพระและฝ่ายหมอเข้ามาพูดพร้อมกัน พูดเรื่องโรคมะเร็งรวมไปถึงการดูแลรักษาที่ประกอบด้วยการดูแลรักษาแบบแผนปัจจุบันและการแพทย์ทางเลือกซึ่งเป็นจุดเด่นของในการพูดในวันนี้ ก็คือการรักษามะเร็งโดย อโรคยาศาล ซึ่งหลวงตาปพนพัชร์เป็นผู้ที่ริเริ่มการรักษาแบบผสมผสานระหว่างสมุนไพรบำบัดกับสมาธิบำบัด แต่ก่อนอื่นผมก็จะให้ท่านผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์พรเลิศ ฉัตรแก้ว ซึ่งท่านจะได้มากล่าวถึงเกี่ยวกับโรคมะเร็งก่อนว่าโรคมะเร็งนั้นเป็นอย่างไร ก่อนจะไปถึงเรื่องการบำบัดรักษา ต้องขอเวลาสักเล็กน้อยในการที่จะเกริ่นนำโดย นพ.พรเลิศ ก่อนนะครับ
นพ.พรเลิศ: ขอบคุณครับคุณหมอศิริโรจน์ กราบนมัสการพระคุณเจ้า ท่านรองอธิบดี และท่านผู้สนใจทุกท่านครับ โดยพื้นฐานแล้วก็ไม่ใช่เป็นหมอรักษามะเร็งโดยเฉพาะ แต่ดูคนไข้ที่ไอซียูศัลยกรรม ซึ่งคนจำนวนมากที่เป็นมะเร็งเขาจะมาจบลงที่ไอซียู โรคมะเร็งส่วนใหญ่รักษาโดยการผ่าตัดด้วย นอกจากรักษาโดยการฉายแสงหรือเคมีบำบัดแล้ว ในสิ่งที่จะพูดกันนี่คือต้องการที่จะเชื่อมโยงเฉยๆนะครับกับการแพทย์แผนปัจจุบันแล้วก็เชื่อมโยงไปสู่บางสิ่งบางอย่างซึ่งกำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นจุดแข็งของบ้านเราเลย เพราะว่าที่อื่นไม่มีเหมือน ที่ของเราจะมีวิธีช่วยผู้ป่วยได้อย่างไรบ้าง และสไลด์ก็คงจะมีการแสดงให้เห็นถึงช่องโหว่หรือจุดอ่อนการแพทย์แผนปัจจุบันบางอย่างซึ่งต้องการการดูแลและการเติมเต็ม
สำหรับโรคมะเร็งจริงๆ ถ้าเกิดว่าตัวมะเร็งเองเป็นเนื้องอกก้อนเนื้อ ส่วนใหญ่เป็นก้อนเนื้อ แต่ว่ามีความพิเศษมีความร้ายแรง ซึ่งที่เกิดเนื้องอกธรรมดาจะต้องใช้เวลาเป็นเดือนเป็นปีก่อนที่จะเริ่มโต แต่มะเร็งจะมีการเติบโตรวดเร็วในเวลาเป็นเดือนและพวกนี้จะโตโดยไม่หยุดยั้งครับ พอเจออะไร ถ้าติดกระดูกจะกัดกินเข้าไปในกระดูก ติดเนื้อตับ เนื้อปอด เนื้อสมอง จะลุกลามเข้าไป และมีคุณสมบัติในการที่พอมันหลุดเข้าไปในกระแสเลือดหรือกระแสน้ำเหลืองแล้วนี่มันสามารถไปเพาะเกิดตัวใหม่ขึ้นมาได้ในอวัยวะอื่นๆ ซึ่งจะเห็นว่าบางทีบางคนเริ่มต้นที่จะเป็นมะเร็งลำไส้ ต่อมามันก็ไปเกิดขึ้นที่ตับเพราะตับได้รับเลือดเยอะ หรือว่าไปที่ปอด หรือไปทีสมอง ตรงนี้จะเป็นธรรมชารติของมัน ในมะเร็งมันเกิดจากการกลายของเซลล์ปกติ มีการเปลี่ยนแปลงด้านของโครโมโซม และจากนั้นมีการขยายตัวโดยไม่หยุดยั้ง และก็เป็นเนื้องอกที่ใหญ่ขึ้นๆ อย่างในรูปแรกเป็นลักษณะของเซลล์ปกติที่มันขยายเพิ่มขึ้นมา อย่างเช่นบางทีเราเป็นก้อนเนื้อเป็นหูดหรือเป็นก้อนเนื้อที่มันโตขึ้นมา อย่างนั้นไม่มีอะไร แต่ในเซลล์มะเร็งจะมีลักษณะเด่น คือตัวเซลล์จะผิดปกติไป และจากนั้นจะเริ่มลุกลามเข้ามาในชั้นล่างผ่านชั้นฐานของผิวหนังลงมาเข้ามาในกระแสเลือดไปกระจายสู่ที่ต่างๆได้ ฉะนั้นมะเร็งเป็นคำรวมๆ อย่างบางคนเป็นมะเร็ง แต่ละคนเป็นไม่เหมือนกัน มันขึ้นอยู่กับว่ามันเกิดที่ไหน เกิดตรงบริเวณเต้านม เกิดที่ตับ เกิดที่ลำไส้ อาการจะแตกต่างกันไป เช่นถ้าเกิดมะเร็งลำไส้ ก็เป็นลำไส้อุดตัน ตับก็ตัวเหลืองตาเหลืองอย่างนี้เป็นต้น
ข้อต่อไปมะเร็งไม่ใช่โรคติดต่อ แต่ว่ามะเร็งบางชนิดจะพบได้ในหมู่เครือญาติกันได้ อาจจะเป็นเรื่องของการถ่ายทอดทางพันธุกรรมก็ได้ ส่วนการรักษาก็จะมีเหตุผลอยู่หลายด้าน ในหลักใหญ่ของการแพทย์เราต้องการยืดชีวิตคนไข้ ถ้าเราเกิดรักษาให้หายได้ก็จะไม่ตายหรือให้ตายช้าลง เรื่องของคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจะทำได้ 2 ทาง คือ 1. ต้องกำจัดมัน 2. คือการประคับประคองให้ผู้ป่วยมะเร็งมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร การที่จะกำจัดมันก็คือเรื่องการเพิ่มเวลาจะให้มีชีวิตอยู่ ทำให้โรคหายไปอย่างเช่น คนไข้มะเร็งลำไส้ใหญ่ ถ้าเกิดไม่ผ่าตัด มะเร็งลำไส้ใหญ่ในหนึ่งปี อาจจะเสียชีวิตเกือบหมดหรือเกิน 50% แต่ถ้าผ่าตัดมาอาจเสียชีวิตน้อยกว่านั้น อาจจะมีชีวิตอยู่ได้ 3 ปี อาจช่วยลดปัญหาข้างเคียง เช่น การผ่าตัดไม่ใช่เพื่อรักษาเพียงแต่ทำให้เขากินได้อีกครั้งหนึ่งหรือว่าขับถ่ายปกติอย่างนี้ได้เป็นต้น ส่วนระบบในการรักษาแนวทางประคับประคอง คือการดูแลชีวิตเขาที่ทำให้เขามีอาการลดลง เช่นสมมุติว่าก้อนเนื้อนี้มันผ่าตัดไม่ได้แล้ว แต่ว่าจะทำอย่างไรไม่ให้เกิดความเจ็บปวดไม่ให้ทุกข์ทรมาน เรื่องของการที่อุดตันมีอะไรที่พอจะช่วยได้ไหมทำให้พอที่จะอยู่ได้ต่อไป แนวทางรักษาคร่าวๆ ถ้าเราเคยรู้จักบางคนเป็นก้อนเนื้อ หมอก็จะดูว่าก้อนเนื้อที่ยังไม่ลุกลามไปมากและอยู่ที่เดียวโดดๆอย่างนี้เหมาะสมที่จะผ่าตัด มะเร็งบางชนิดมะเร็งบางอย่างมันผ่าตัดไม่ได้ ซึ่งอยู่ลึก อยู่ที่สมอง ถ้าตัดไปเนื้อสมองส่วนที่ดีจะหายไป แต่จะมีส่วนที่ทำได้คือการฉายแสง มะเร็งบางอย่างมันอยู่ที่อวัยวะสำคัญ เช่นในลำคอ หากตัดไปมันอาจจะสูญเสียการทำงานได้เยอะ คุณก็ต้องมีการฉายแสงประกอบด้วย ส่วนเรื่องเคมีบำบัดก็เหมือนกัน เนื่องจากมะเร็งมันเป็นเซลล์ที่ค่อนข้างเติบโตเร็วและหิวโหย มีกระบวนการเร็วมาก มีจุดอ่อนให้ยาบางตัวเข้าไปฆ่ามันได้ ตัวยาเคมีพวกนี้ก็ทำลายเซลล์ปกติด้วย จะเห็นว่าบางคนให้เคโมแล้ว นอกจากมะเร็งจะถูกทำลาย คนอาจจะแย่ลง ดูโทรมกินไม่ได้ ผมร่วงอะไรต่างๆนานา
เรื่องการใช้ฮอร์โมนรักษานี่ก็จะมีเนื้อเยื่อบางอย่างที่ตอบสนองกับฮอร์โมนได้ดี เรื่องของมะเร็งที่เกี่ยวกับเต้านมหรืออัณฑะต่างๆก็จะมีขบวนการของฮอร์โมนเข้ามาช่วยด้วย แล้วก็ในระยะปัจจุบันเราก็ใช้วิธีผสมผสานหลายอย่าง มะเร็งบางตัวก็จะตอบสนองของเรื่องการให้ยาเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน ในอนาคตก็มีการพูดถึงการที่จะควบคุมเรื่องยีนส์ที่ทำให้มะเร็งมันกลายพันธุ์ รวมทั้งเรื่องของการไปจัดการเส้นเลือดที่จะมาเลี้ยงก้อนมะเร็งด้วยการให้ยาบางอย่างซึ่งจะยับยั้งจะไม่ให้เส้นเลือดเลี้ยง ตัดเสบียงมัน มันจะโตไม่ได้ ก็จะตายไป สำหรับผลในการดูแลคนไข้จะผ่านไปถึงระยะหนึ่ง นี่ก็เป็นสิ่งที่ผมทำงานอยู่ ที่พบว่าคนไข้มีปัญหาอยู่ ซึ่งจริงๆปัญหาในการแพทย์แผนปัจจุบัน เวลาเรามองเรื่องมะเร็ง เราจะไปมุ่งเรื่องก้อนเนื้อเป็นหลัก ถ้าเรารักษาก็คือกำจัดมัน ตัดมันได้คือรักษาโรคได้ คนไข้ก็จะสบายขึ้น แต่ว่าคนที่เป็นมะเร็งแล้วหลายๆคนโชคร้ายมาพบระยะหลังแล้ว มันผ่าตัดไม่ได้ ฉายแสงก็ไม่หาย เพราะฉะนั้นแนวทางการรักษาที่จะไปกำจัดโรคที่ทำให้คนไข้สบายขึ้นก็เป็นไปไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้นเราจะต้องมีวิธีที่จะทำอย่างไรให้คนไข้ทุกข์ทรมานน้อยที่สุด การตัดโรคคือการรักษาให้หาย ซึ่งคนไข้มะเร็งจำนวนมากเลยที่ทำไม่ได้ ซึ่งเราจะมองว่าในทางคู่กันจะลดการทรมานได้อย่างไร
อันนี้ก็เป็นตัวอย่างก็คือว่า คนไข้ที่เป็นมะเร็งมันจะมีอาการต่างๆเกิดขึ้นมากมาย เรามีโปรเจ็กของสาธารณะสุขไปสัมภาษณ์ภรรยาของผู้ป่วย และก็พบว่าคนนี้เป็นคนหนุ่มคนแน่นเลย เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองระยะสุดท้าย ซึ่งเขาก็รักษาตามแพทย์แผนปัจจุบันมาได้ระยะหนึ่ง แล้วต่อมาก็ปฏิเสธเพราะว่ามันไม่ดีขึ้นอย่างที่คิด เลยขอมาดูแลที่บ้าน มาดูแลเองซึ่งพบว่าตอนหลังอาการก็ทรุดหนัก นอนไม่ได้ เดินไม่ไหว ปวดมาก แต่ยังพูดได้และกินได้ ต่อมาอาการเป็นมากขึ้น แน่น นอนถ่าย นอนปัสสาวะไม่รู้ตัวเลย และตอนสุดท้ายหายใจแทบไม่ออก พูดมีแต่เสียงอือๆ ไม่สามารถพูดเป็นคำและต้องดูดเสมหะตลอด ตอนวันสุดท้ายเขารู้ตัวว่าไม่ไหว สติยังดีอยู่ยังบอกให้ภรรยาว่าอย่างเพิ่งไปนอนเดี๋ยวเขาจะไปแล้วให้อยู่เป็นเพื่อนเขา จากนั้นเขาก็เสียชีวิตไปโดยที่อยู่กับภรรยาโดยมือยังกุมกันอยู่เลย
ในที่เราเจอตัวมะเร็งคุกคามแล้วมีอาการได้หลายแบบมากเลย จะเห็นได้ว่าคนประมาณ 80%จะมีทั้งความเจ็บปวดทรมาน 70%จะเบื่ออาหาร ครึ่งหนึ่งมีคลื่นไส้อาเจียน ครึ่งหนึ่งนอนไม่หลับ เกือบครึ่งหายใจลำบาก ถ่ายอุจจาระลำบาก ซึมเซาคุมปัสสาวะไม่ได้ มีแผลกดทับต่างๆเหล่านี้ ทั้งนี้ในสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือจะเห็นว่าเขาไม่เหมือนกับเรา ปวดจากการเป็นแผลแล้วฉีดยาชาหรือให้ยาแล้วหาย แต่ของมะเร็งจะมาเป็นชุด มาทุกอย่าง แล้วข้อที่ไม่ดีอย่างหนึ่งก็คือว่า สมมุติคนไข้คนหนึ่งเจ็บปวดขึ้นมา เราให้ยาแก้ปวดที่มีประสิทธิภาพที่ดีที่สุด ในปัจจุบันก็คือกลุ่มที่เป็นมอร์ฟีน แต่มอร์ฟีนเป็นยาที่ทำให้เกิดอาการท้องผูกคลื่นไส้ หายใจลำบากด้วย กดการหายใจด้วย เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่าตัวมะเร็งทำให้ท้องผูกอยู่แล้ว คลื่นไส้อยู่แล้วนั้น เพราะเรามาแตะว่าให้ปวดลดลง โดยให้ยามอร์ฟีน กลับทำให้ท้องผูกมากขึ้น กับทำให้ให้คลื่นไส้อาเจียนมากขึ้น คนไข้ก็จะ swing (กลับไปกลับมา) จากการที่ไม่สบายจากอาการหนึ่งมาอีกอาการหนึ่งได้ การรักษาทางกายมันก็มีข้อจำกัดอยู่อย่างหนึ่งซึ่งทำให้มันทำได้ไม่เต็มที่ มันไม่เหมือนเราเป็นโรคอย่างหนึ่งเราก็จัดการมันทีเดียว ส่วนมะเร็งมันจะมาหลายๆอย่างฉะนั้นเวลารักษาอย่างหนึ่งจะมีผลกระทบกับอีกอย่างหนึ่ง ก็จะเป็นอย่างนี้ไปในอาการอีกอาการหนึ่ง คนที่มานี้เป็นคุณแม่ของพยาบาลด้วย เขาเป็นมะเร็งไทรอยด์ ก็รักษาด้วยการผ่าตัด พอผ่าตัดเสร็จก็มากลืนน้ำแร่กัมมันตรังสี เสร็จแล้วก็ไปตรวจใหม่พบมันกระจายมาที่ปอดแล้ว มาที่กระดูกด้วย จะเห็นได้ว่าธรรมชาติของมะเร็งจะเป็นอย่างนี้ เริ่มจากที่เดียว แต่ว่าตอนที่เรายังไม่เห็นต้นตอมันก็ไปเปิดสาขาใหม่แล้ว มันโตขึ้นแล้ว พอรักษาตรงนี้เสร็จ ตรงนี้มันก็ใหญ่ขึ้น พอเห็นอีกทีที่ปอด นั้นก็คือต้องตามรักษาไปเรื่อยๆ มันก็เป็นข้อจำกัดอย่างหนึ่งที่ทำให้เรารักษาได้ยาก แล้วการรักษาก็จะมีความทรมานบางอย่าง เช่นผ่าตัดก็เจ็บปวดเมื่อต้องกลืนน้ำแร่ (ซึ่งมีกัมมันตรังสีสูงจะมีผลร้ายต่อเด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้สูงอายุ) ทำให้พ่อเขากับแม่เขาต้องนอนแยกกัน ประมาณ 3-4 วัน ไม่ให้อยู่ด้วยกัน เวลาเขาติดต่อสื่อสารกันต้องใช้เขียนในกระดาษ คนแก่ๆเขาต้องจดใส่กระดาษเล็กๆเป็นจดหมายเหมือนเวลาเด็กๆที่เราส่งจดหมายรักจะต้องส่งกันอย่างนั้น ก็มีความทรมานทั้งทางร่างกายและจิตใจทั้งครอบครัว ตอนหลังอาการมากขึ้นเขาขอกลับบ้าน ปัจจุบันเขาเสียชีวิต โชคดีที่ลูกๆเขาช่วยดูแลผลัดกันดูแล คนที่เป็นพยาบาลก็หายาแก้ปวดมาให้ จัดยาสมุนไพรมา ซึ่งเท่าที่เราสัมภาษณ์ในครอบครัวของคนที่เสียชีวิตในระยะสุดท้ายในสังคมไทยเรานี้ แม้แต่ครอบครัวที่มีคุณหมอหรือนางพยาบาลอยู่ จะมีการรักษาแบบ 2 แนวควบคู่กันไป ก็คือรักษาทั้งแผนปัจจุบันควบคู่ไปกับการใช้สมุนไพรไทยมาประกอบผสมผสานให้เหมาะสม เราก็คุยกันจริงๆเมื่อทำแล้วก็ควรเลือกให้มันเสริมกันเช่น ถ้ารักษาทางด้านสมุนไพรและดูว่ามันมีโทษกับตัวเขาไหม ก็ต้องเลือกให้เหมาะ ถ้ามันไปด้วยกันได้ ผมก็ว่ามันเป็นสิ่งที่ดี แล้วก็ในด้านครอบครัวเป็นส่วนสำคัญมากที่จะร่วมกันดูแล
ซึ่งในปัจจุบันการรักษาอย่างที่ผมบอกมี 2 แนว คือรักษาให้หายและรักษาโดยประคับประคองมองที่เป็นองค์รวมชีวิตมากขึ้น ในทางรักษาให้หายจะมองตัวก้อนเนื้อ แต่เวลาเดียวกันจะต้องคำนึงถึงตัวคนไข้เป็นหลักใหญ่และครอบครัวด้วย บางทีที่เราเห็นคนบางคนทรมานมากกว่าควรจะเป็น เมื่อคุณพ่อเป็นมะเร็งปุ๊บจริงๆเคยบอกคุณพ่อไว้ว่าจะเข้ามาช่วยทำกิจการ แต่พ่อปุ๊บปั๊บเป็นมะเร็งยังไม่ทันไร พอดีเขาไปทำเรื่องอื่นๆอยู่ต่างจังหวัดไม่เคยมาช่วยเหลือที่บ้าน พอคุณพ่อเป็นมะเร็งปุ๊บ suffer (เป็นทุกข์) ก็ไม่ใช่เพียงแต่การจากไปแต่ sufferเพราะเขามีความรู้สึกว่าเขายังไม่ได้ปรนนิบัติคุณพ่อ เขายังไม่ได้ทำตามสัญญาที่ให้กับคุณพ่อไว้ คุณพ่อก็มาด่วนจากเขาไปเสียแล้ว อย่างนั้นปัญหามันซับซ้อนยิ่งขึ้นอีก บางคนที่ตายปุ๊บปั๊บยิ่งทรมาน เวลาเราถามคนที่เคยมาเข้าประชุมสัมมนาบอกว่าจริงแล้วอยากตายแบบไหน คนทั่วๆไปจะบอกว่าแบบว่านอนหลับและปุ๊บไปเลย แต่จริงๆคนที่นอนหลับ หลับปุ๊บแล้วไปเลยพอเข้าไอซียู ญาติที่อยู่ข้างหลังทรมานอย่างยิ่ง มันมีอะไรบางอย่างที่มันสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ในลักษณะแนวทางปัจจุบันนี่เราอยากให้เป็นเมื่อก่อนพอรักษาแบบข้างบนแบบเป็นปล่อง แบบแรก เอาแบบสุดๆทางการแพทย์แผนปัจจุบันพอใกล้จะตายจริงๆแล้วค่อยนิมนต์พระมาแบบที่ 2 แต่เดี๋ยวนี้เราบอกว่าไม่เห็นแล้วเพราะ บางครั้งคนไข้หมดสติไม่รู้ตัวไปแล้ว
เราอยากใช้แบบที่ 2 ก็คือว่าให้มันผสมผสานไปตั้งแต่แรกเลยให้มันคลุกเคล้ากันไปเลยว่าพอเริ่มรู้ตัวว่าเป็นมะเร็ง นอกจากรักษาทางกายแล้ว คุณต้องดูแลเรื่องครอบครัวอย่างไรบ้าง มีอะไรที่อยากจะทำและยังไม่ได้ทำ มีอะไรที่เป็นบุญกุศลที่อยากปฏิบัติ อยากจะทำให้ทำตั้งแต่แรกเลย ตัวนี้มันจะทำให้เข้าถึงวาระสุดท้ายอย่างสงบได้ ระดับความสัมพันธ์ในการรักษาพยาบาลถือว่า คนไข้เป็นศูนย์กลาง คนในครอบครัว คนในชุมชน รวมทั้งพระและวัดเป็นส่วนที่มีอิทธิพลอย่างยิ่งที่อยู่ด้านลึกในใจของคนไข้ จึงเป็นกลุ่มที่มีส่วนร่วมในการรักษาอย่างใกล้ชิดด้วย สำหรับหมอที่เข้าไปรักษาพยาบาลคนไข้ซึ่งนอนอยู่บนเตียง คือคนแปลกหน้า ส่วนรพ.ชุมชนหรือรพ.มหาวิทยาลัยต่างๆคือส่วนวงนอก คนในครอบครัวคือคนใกล้ชิดครับ จะทำให้คนไข้ถึงวาระสุดท้ายอย่างสงบได้ มี 3 กระบวนการที่คนไข้ต้องผ่าน คือ 1.พอเริ่มรู้ว่าเป็นมะเร็ง ก็จะมีอาการเหมือนโลกถล่มไม่รู้ว่ากำลังเผชิญอยู่กับอะไร อยู่ในสภาวะ shock (ตกใจ) 2. ต่อมาเริ่มมีอาการเจ็บปวดทรมาน หายใจไม่ได้ ท้องผูก อุจจาระปัสสาวะกลั้นไม่ได้ 3. ระยะใกล้เสียชีวิตแล้ว ก็คือตอนนั้นรู้ตัวแล้วไม่ไหวแน่ หายใจทุกครั้งลำบากพูดเริ่มไม่ได้ ถ่ายเริ่มไม่ได้ต่างๆ รู้ตัวว่ากำลังเสียชีวิต ขั้นตรงนี้มีอยู่ว่ารักษามะเร็งจะเจอช่วงไหน ช่วงต้น ช่วงกลาง หรือช่วงปลาย และแนวทางดูแลแบบองค์รวมโดยสรุป
ระยะที่ 1. ดูแลร่างกายด้านเจ็บปวดทรมาน มีทั้งวิธีให้ยาและไม่ให้ยา วิธีที่ไม่ให้ยามีเยอะแยะเลย โดยทางการแพทย์พยาบาลแผนปัจจุบันของฝรั่ง ได้แก่การทำจิตบำบัด ทำการผ่อนคลาย relaxation แต่การแพทย์ทางเลือกก็จะมีการใช้การนวด ทำอโรมาเทอราปี (Aromatherapy) เรื่องอะไรต่างๆเข้ามาซึ่งเป็นที่ยอมรับว่าต้องเข้ามาผสมผสานกัน ระยะที่ 2. คือการดูทางด้านจิตใจสังคม อารมณ์ ระยะที่ 3. ดูแลทางด้านจิตวิญญาณ ซึ่งทำอย่างนี้ ได้มีการประมวลโดยที่ให้ครอบครัวเข้ามาร่วมและแพทย์พยาบาลต้องมาประชุมทำกันเป็นทีม และในช่วงเสียชีวิตจะต้องทำอย่างไรให้เขาจากไปอย่างสงบได้อย่างดี และคนที่เหลืออยู่ยืนหยัดอยู่ได้ ก็เป็นเป้าหมายรวมกันของคนทุกคนทั้งครอบครัว และทางการแพทย์ว่าจะช่วยเขาอย่างไรให้ผ่านระยะเปลี่ยนผ่านนี้ไปได้
นพ.ศิริโรจน์: ขอขอบคุณ คุณหมอพรเลิศสรุปมะเร็ง ในทางการแพทย์แผนปัจจุบันมองว่ามันเป็นเซลล์ที่ผิดปกติในสารพันธุกรรมอยู่ในใจกลางเซลล์ ส่วนการผิดปกติตรงนี้ไม่มีใครรู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่รู้ว่าพฤติกรรมของเซลล์มันจะโตขึ้นโตขึ้นแล้วก็ไปกัดกินอวัยวะต่างๆทำให้เสียชีวิตตามมา การรักษาในปัจจุบันวิทยาศาสตร์ เขายังมองว่ามะเร็งเป็นเรื่องที่ต้องกำจัด ต้องทำลาย ต้องตัด การรักษาต้องมีตัดทิ้งและให้ยาไปทำลาย แล้วยังให้การรักษาโดยใช้ฮอร์โมนและการตัดเสบียง การตัดเส้นเลือดต่างๆที่จะเข้าไปเลี้ยง ใช้ความเย็น ความร้อนเข้าไปจี้ทำลาย คือโดยวัตถุประสงค์แล้ว มันคือสิ่งแปลกปลอมแล้วพยายามทำลายมันให้หมด ถ้าทำลายไม่หมดก็หมายความว่าต้องดูแลรักษากัน ประคับประคองกันให้ดี ก็เป็นลักษณะของแผนปัจจุบัน ก็เห็นบรรยากาศค่อนข้างซีเรียส เป็นมะเร็งหัวเราะได้ไหมครับ
คือจริงอยู่ รพ.ผมไม่ได้เป็นอย่างนี้ ที่รพ.คนไข้เป็นมะเร็ง มารออีก 6 เดือนตายทั้งนั้น ภาคอีสานมีมะเร็งตับ มะเร็งท่อน้ำดี มาถึงปุ๊บ ผมก็รู้เลยว่าครอบครัวเขาเศร้ามากเลย พอหมอตรวจเสร็จ หมอจะเอ่ยบอกเป็นอะไร ญาติจะมาสะกิดแล้วว่า อย่าบอกๆเดี๋ยวทรุด คือจะเป็นอย่างนี้ คือหมอจะรู้อยู่ว่าเวลาจะทำอะไรตอนไหน แต่มาฟังอีกบรรยากาศหนึ่ง เป็นบรรยากาศของอโรคยศาล วัดคำประมง โดยหลวงตาพัลลภหรือพระปพนพัชร์เป็นผู้ดูแล หลวงตาจะหัวเราะตลอดเวลา คือจะหัวเราะเพื่อสร้างบรรยากาศที่ดี หลวงตาจะมีหลักการในการดูแลมะเร็งอีกมุมมองหนึ่งที่จะช่วยเหลือผู้ป่วยในระยะสุดท้ายที่เป็นมะเร็ง
ผมขอกราบนมัสการให้หลวงตาได้บรรยายให้ท่านผู้ฟังที่เคารพได้ทราบเกี่ยวกับอโรคยศาล อาจจะเป็นใจความสำคัญที่สุดที่ท่านผู้ฟังในวันนี้อยากรู้อยากฟัง ผมขอแนะนำประวัติหลวงตาก่อน หลวงตาเป็นนักเรียนชลประทานรุ่นที่ 28 วันนี้ผมมา ก็รู้จักเพื่อนหลวงตาหลายท่านที่มาในวันนี้ แล้วก็เป็นผู้ที่จัดการอบรมในครั้งนี้ด้วย ปี 2519 จบวิศวะได้ วศบ.ชลประทานมหาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นรุ่นที่มีการเคลื่อนไหวทางด้านการเมือง สมัย 14 ต.ค. ถึง 16 ต.ค. 2519 แล้วรับราชการเป็นวิศวกรกองออกแบบกรมชลประทาน รับราชการได้ไม่นานมีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาได้ออกบวช ปัจจุบันเป็นพระภิกษุ ปพนพัชร์ จิรธัมโม เป็นเจ้าอาวาสวัดคำประมง อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ถ้าท่านไปจ.สกลนคร ก็ไปอ.พรรณานิคมไปแวะที่วัดคำประมงก็จะพบท่านได้ จริงๆ ท่านเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่สิม พุทธาจาโร วัดถ้ำผาปล่อง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ท่านได้เคยป่วยเป็นโรคมะเร็งหลังโพรงจมูก ซึ่งการแพทย์เรียกว่า นาโซฟาริงส์ (Nasopharynx) ท่านได้ทำการรักษาผสมผสานระหว่างแพทย์แผนปัจจุบันและก็ทั้งสมุนไพรและเรื่องของธรรมชาติบำบัดสมาธิบำบัด ปัจจุบันท่านไม่เป็นแล้ว ท่านสามารถทำงานตั้งแต่ตี 4 จนถึง 5ทุ่มทุกวัน โดยไม่มีวันหยุด ไม่เคยลาพักร้อน ก็จะเห็นว่าท่านมีความมุ่งมั่นมากในการที่จะรักษา โดยที่วัดคำประมงจะไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น เป็นที่พึ่งแหล่งสุดท้าย เพราะส่วนใหญ่แล้ว พอเป็นมะเร็งขั้นสุดท้าย หมอก็บอกให้ไปรอตายที่บ้าน ชาวบ้านส่วนหนึ่งก็มาที่ อโรคยศาล วัดคำประมง ผมก็ขอนมัสการให้ท่านหลวงตาได้ บรรยายต่อ
หลวงตา: คุณหมอศิริโรจน์กับคุณหมอพรเลิศ เคยพูดกับหลวงตาที่ รพ.รักษ์สกลให้กับคณะแพทย์ พยาบาลและผู้ที่สนใจฟังเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยในวาระสุดท้าย ในวันนี้คุณชัชวาล ก็อยากจะให้หลวงตามาพูดที่นี่ด้วยในฐานะที่เป็นพี่น้องชลประทานด้วยกัน เพราะว่าคนชลประทานทราบว่าเป็นมะเร็งเยอะ โดยเฉพาะมะเร็งใจ มะเร็งใจนี่มันแก้ยาก หลวงตาก็ต้องขออนุโมทนาคุณหมอทั้ง 2 ท่านซึ่งช่วยเหลือหลวงตาทั้งด้านการรักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบันและก็มาช่วยเหลือกันด้วยหัวใจ มะเร็งต้องด้วยใจอย่าไปเน้นที่อื่น ถ้าเรารักษามะเร็งแล้วเรามุ่งแต่ทางกายภาพอย่างเดียวมันก็ยังไม่ได้เท่าไหร่นักหรอก เพราะว่ามันจะค่อนข้างรุนแรง อย่างเช่นว่าการรักษาด้วยเคมีบำบัด มันก็ทรมาน การฉายแสงก็ทรมาน การผ่าตัดก็ทรมาน ตรงนี้แหละที่หลวงตามองเห็นความทุกข์ความทรมานของผู้ป่วยโรคมะเร็ง ก็อดสงสารไม่ได้ ผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งจึงพากันมาจากเหนือเชียงใหม่ตรงมาถึงจากใต้ ยะลา สุราษฎร์ ภาคอีสานก็ทุกจังหวัด แล้วกรุงเทพฯนี้ก็ไป ดร.ที่จบจากอเมริกาก็ยังไปตายที่หลวงตา คือ ตายอย่างยิ้มไม่ใช่ตายอย่างร้องไห้ มันสำคัญตรงนี้ ทีนี้พูดถึงโรคมะเร็ง ไม่อยากให้ซีเรียส หลวงตาก็อยากจะถามพวกเราว่า พวกเราคงดู แดจังกึม เขาสอนรักษาโรคมะเร็งหรือเปล่าหรือสอนทำกับข้าวอย่างเดียว คือทุกคนหลวงตาอยากเห็นพวกพี่น้องยิ้มให้หลวงตาดูซิว่ามันสวยไหม คืออย่าทำใจให้มันซีเรียสกับทุกเรื่อง โดยเฉพาะการบำบัดรักษาโรคมะเร็ง เราซีเรียสไม่ได้ หลวงตาก็ต้องไม่ซีเรียสด้วย เพราะว่าคนที่ซีเรียสมาหาหลวงตาเยอะมาก ตั้งแต่ตื่นมาก็เอ้ามากันแล้ว หรือนั้นบ้านไหน เราก็ยังไม่ได้ฉันอะไรเลย บางที 11.30 น. เราก็ยังไม่ได้ฉันข้าวเลย เพราะว่ามันเยอะ คนเป็นมะเร็งมันมาก
ทีนี้เราจะทำอย่างไรถึงจะช่วยเขาได้ในระดับที่ว่าทั้งกายและใจ สมมุติว่าผ่านคุณหมอมาแล้ว มาถึงหลวงตามาจากโรงพยาบาลต่างๆไปถึง หลวงตาจะทำอย่างไง ก็คือเขาเอาหัวใจมาหาหลวงตาแล้ว เขาฝากชีวิตเลยว่าขอถวายชีวิต หลวงตาจะจัดการอย่างไรก็เชิญเลย คือบางคนเขายอมขนาดนั้น เราความรักความเมตตาที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันมันยิ่งใหญ่กว่าที่จะเป็นความรักด้วยเงินตรา คือถ้าเราตั้งสมมุติฐานว่า ผู้ป่วยทุกคนที่มาหาเรา เราต้องคิดเงินเขา เราต้องคิดค่าคิดราคาเขา ผู้ป่วยบางคนก็รู้สึกไม่สบายใจแล้ว อย่างคนไข้มาถามหาหลวงตาก็จะถามว่าคิดค่าเท่าไหร่ ค่ารักษา ค่าหมอ ค่าพยาบาล ค่าที่พัก บอกไปว่าหลวงตาไม่คิดหรอก คิดอย่างเดียวขอให้คุณหายกลับบ้านอย่างมีความสุข อยู่กับครอบครัวอย่างมีความสุข นั้นคือจุดมุ่งหมายของหลวงตา แต่ถ้าหากว่าคุณไม่หายคุณจำเป็นต้องตาย คุณก็ตายอย่างมีความสุขเหมือนกัน คือตายอย่างไม่กลัวตาย อย่างมีชีวิตที่ดีชีวิตแบบว่าเป็นมะเร็งกลับมีความสุขกว่าคนที่ไม่เป็นมะเร็ง คนที่เป็นมะเร็งเขามาอยู่กับหลวงตา กิจวัตรประจำวันเช่นว่า สวดมนต์ไหว้พระ สมาธิภาวนา ต้มยา ใส่บาตร ตั้งแต่เช้ามาเขาก็เดินออกกำลังกาย ที่เดินได้ก็ไปใส่บาตรแต่เช้า นั่งรถเข็นบ้าง นั่งรถส่วนตัวบ้าง ใส่บาตรแล้วก็มีความสุขในตอนเช้า พอสายๆมาก็ตรวจไข้ จ่ายยา ต้มยา กินยาสมุนไพรต่างๆ เหล่านี้คือในวัฏจักรของคนที่ป่วย จะเป็นอย่างนั้นในความเป็นจริง ทีนี้ทำอย่างไรเราถึงจะให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งเขารู้สึกว่าเขามีความสุขแล้วก็ญาติมีความสุขด้วย ตรงนี้ต้องมาปรับอารมณ์ คือปรับสภาพใจให้เขาก่อนแล้ว และก็ญาติๆคนหนึ่งป่วย คุณเอาญาติมาครึ่งโหลหมดบ้าน นั่งเครื่องบิน นั่งรถตู้ มาทั้งปิคอัพเลย มาเป็นขบวนเลย ป่วยคนเดียวอีกขบวนหนึ่งป่วยตาม ป่วยทั้งชุดเลย คนที่ไม่ป่วยบางทีเขาจะป่วยมากกว่าคนที่เป็นมะเร็งเสียอีก เขาจะตายก่อนก็มี มันเป็นซะอย่างนั้น พวกนี้เราก็ต้องเอาเขาขึ้นมาด้วย บอกอย่าป่วยตามกันไป ป่วยคนเดียวก็พอแล้ว ตอนนี้เราจะต้องใช้ธรรมะบำบัด สมาธิบำบัดในการรักษาโรคมะเร็ง ซึ่งคุณหมอศิริโรจน์จะไปช่วยหลวงตา คุณหมอก็จะไปอยู่ตรงนั้น วันหนึ่งก็หลายชั่วโมงกว่าจะกลับก็ 4-5-6 ทุ่ม ซึ่งก็ต้องใช้หัวใจเยอะ ใช้ความตั้งใจสูงในการที่จะทำงานตรงนี้ และงานอโรคยาศาล คุณหมอศิริโรจน์กับคุณหมอพรเลิศบอก สิ่งที่หลวงตาทำมันเป็นสิ่งที่ดีมากแม้แต่ในอเมริกาเขายังทำไม่ได้อย่างนี้ มันเป็นการจุดประกายมิติใหม่ มิติหนึ่งของการรักษา ซึ่งเราจะต้องทุ่มเทความรัก ความเมตตาและหัวใจให้กับผู้ป่วยอย่างมาก โดยที่ว่าความสุขของตัวเองเอาไว้ทีหลัง ไม่ต้องคิดถึงเอาแต่พอประทังชีวิตไปได้ แต่ว่าเราต้องเห็นผลประโยชน์ของผู้ป่วยมาอันดับหนึ่งไม่ใช่แค่เพียงร่างกาย ว่าดวงจิตดวงวิญญาณด้วย หัวใจเขาต้องร่าเริงเบิกบาน อย่างผู้ป่วยมะเร็งของหลวงตานับตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปัจจุบัน 260 คน (พฤษภาคม 2549) มันก็มีหลากหลายที่เป็นมะเร็งระยะสุดท้ายแทบทั้งนั้น คือเมื่อเขาตายเขาก็ยิ้ม เขาบอกไม่ต้องห่วงเขาเลย เขาจะไปอยู่กับหลวงตา จริงๆเวลาตายเขาก็มาเข้าฝัน เข้าฝันผู้ป่วยบอกว่าหลวงตาทำไมไม่ให้เข้าไปล่ะ เขาตายแล้วหรืออะไรอย่างนี้ คือหัวใจเขามีความรักผูกพันความซาบซึ้งในความรักความเมตตาที่เราให้กับเขา คือเราก็รู้ว่าหนักมากเกินที่จะเยียวยา เราก็ปรึกษาหมอเขาอยู่ได้อย่างไร ค่า GPT-GOT อัลคาลายฟอสฟาเตส (Alkaline Phosphatase) ค่าในเลือดบอกเซลล์มันอยู่ไม่ได้แล้ว แต่เขายังอยู่ได้อีกนาน บางคนเป็นปีๆ พอตายก็ตายไม่มีความทุกข์คือไม่ปวดไม่เจ็บ คือหลวงตาพูดไม่ใช่พูดให้พวกเราเป็นมะเร็ง ถ้าอยากจะเป็นก็ได้ หลวงตาก็รับหมด คือจะเป็นซีอะไรก็แล้วแต่ ซี8 ซี9 ซี10 เหมือนกันหมด นั่นคือจะเป็นซีอะไรที่ไม่อยากให้มีความทุกข์กับเรื่องความเป็นมะเร็งมากกว่า ให้รู้จักว่าการเป็นมะเร็งเนี่ยมันสามารถสร้างวิกฤติในชีวิตของเราให้เป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่ ชนิดที่ว่าพลิกจากชีวิตที่อยู่นรกเนี่ยให้กลายเป็นสวรรค์ แล้วถึงที่สุดถึงนิพพานได้ อันนี้ต่างหากล่ะที่มันเป็นความน่ารักของโรคมะเร็ง แล้วความน่ารักของโรคมะเร็งมีตั้งเยอะ มีหลากหลายอย่าง เคสที่อยู่ในวัดสิบกว่าเคส มีทั้งเต้านม มีทั้งตับ มีทั้งอะไรต่ออะไรเยอะแยะ แต่เขามีความสุขในการที่เขาอยู่ เขาป่วยแล้วเขามีความสุข เขาไม่มีทุกข์หรอก จะทำอย่างไรถึงทำให้ผู้ป่วยทุกคน ญาติผู้ป่วยทุกคนมีความสุขในการที่เป็นโรคและขณะเดียวกันก็อยู่กับโรคมะเร็งได้ โดยที่มะเร็งกับเราไม่เป็นคู่ศัตรูกันแต่เป็นมิตรกัน
หลวงตาจะมีวิธีการว่า คือไม่ใช่วิธีการแต่เป็นธรรมชาติมากกว่า วิธีการมันมาพูดทีหลัง แต่ในจริงๆคือธรรมชาติของชีวิตเรา เข้าใจชีวิตมันต้องเป็นอย่างนี้แหละ ถึงคุณไม่เป็นมะเร็ง คุณก็ต้องเป็นโรคอื่น ถึงคุณไม่ตายวันนี้ วันต่อไปมันก็ตาย แต่บังเอิญว่าคุณโชคดี คุณได้เจอมะเร็งวันนี้ อย่าไปคิดว่ามันโชคร้าย ถ้าคุณคิดว่าคุณโชคร้ายเพราะมะเร็ง ถ้ามะเร็งไม่ใช่เพื่อนคุณเขาคงไม่มาแสดงว่าเขาเป็นเพื่อนซี้เพื่อนตายกับเรา เขาตายพร้อมกันกับเรา ถ้ามะเร็งตายเราตาย เราตายมะเร็งตาย ใช่คือเราจับมือกัน เราอยู่ด้วยกันได้นะแบบแบ่งกันกินกันใช้ ถ้อยทีถ้อยอาศัยไม่ต้องเบียดเบียน ไม่ต้องซุกซ่อนอะไร คือเปิดให้เห็นกันเลยว่าให้คนเขาเข้าใจว่าคุณเป็นมะเร็ง คุณไม่ต้องตกใจกับการเป็นมะเร็ง เพราะเรารับตรงนี้ได้ แล้วมันจะค่อยๆทำให้คนไข้มีแรง แล้วคนไข้จะมีแรงใจจะกินยา มีแรงใจที่จะรักษา มีแรงใจที่จะสวดมนต์ ก็คิดดูสิว่าคนไข้ที่เป็นมะเร็งเขามานั่งสวดมนต์ มานั่งสมาธิ หลวงตาว่ามากกว่าพวกคุณที่ไม่เป็นมะเร็งเสียอีก ถามดูซิ ทุ่มหนึ่ง-สามทุ่ม-ห้าทุ่ม ตอนเช้าตักบาตรอีกนะ ตอนสายๆก็ต้มยา บ่ายๆก็พบคนไข้เก่ามา follow up มาติดตาม มาต้มยาอีก ก็จะมาทั้งวัน ทั้งยาก็จะใช้เยอะมาก แล้วยาที่ใช้เป็นยาสมุนไพรซึ่งเป็นสมุนไพรเท่าที่สังเกตดูดีสำหรับผู้ป่วยมะเร็งพอสมควร ผู้ป่วยกินแล้วมีความรู้สึกที่ดีขึ้น การเจริญเติบโตของมะเร็งลดลง น้ำเหลือง น้ำเลือด เม็ดเลือดดีขึ้น ผลของแลบ (การตรวจโรค) มันดีขึ้นในระดับหนึ่งถึงจะไม่สุด อย่างเช่นบางคนค่า GPT GOT ALP (อัลคาลายฟอสฟาเตส) มากกว่า 1000 (ค่าปกติจะน้อยกว่า 160) พอมาดื่มยาสมุนไพรปรากฏว่าค่ามันลดลง มันลดมาใกล้เคียงปกติเรื่อยๆ (แปลว่ามันเริ่มไม่ตันแล้ว) พอถึงตอนนั้นที่สำคัญคือการสวดมนต์ภาวนา ใจมันจะนิ่ง มันจะมีพลัง พอจิตเป็นสมาธิ จิตมันนิ่ง ใจมันนิ่ง โรคมันก็นิ่งด้วย สังเกตดูคนไข้สุดท้ายๆ ถ้าใจเขาไม่นิ่งโรคมันจะลามเร็วมากเลย ก้าวกระโดดเลย แบบ 3 วัน 7 วันตายเลยก็มี พอรู้เป็นมะเร็งวันนี้ตกใจชนิดว่าเพี้ยนไปเลยและพวกนี้จะตายเร็ว แต่คนไข้คนไหนตั้งสติเขาได้ เขารับรู้พยายามที่จะทำความเข้าใจ ถึงแม้ว่าคุณหมอทางรพ.แพทย์แผนปัจจุบันบอกว่าไม่สามารถที่จะไปผ่าได้แล้วนะ เพราะว่าถ้าผ่ามันอันตรายสูงสุดแล้ว ไปให้เคมีก็ไม่ได้ ฉายแสงก็ไม่ไ ด้ คือถ้าผ่าก็คือตาย (อย่างขั้นซีไม่ขึ้นก็ทุกข์แล้วทั้งที่มันเกิดมาก็ไม่ได้ใส่ซี ใส่ขั้นอะไรเลย ก็มาใส่ทีหลังแล้ว ก็ไปทุกข์กับมัน) นี่เพราะคนเราเข้าไปยึดไปสำคัญว่าได้นี่เป็นตัวทุกข์ มันก็เลยทุกข์ซ้ำเติมทุกข์ซ้ำซ้อน แต่ถ้าเกิดเราบอกว่าเป็นเรื่องสบายเรื่องปกติ ถ้าเกิดมาแล้วเป็นมะเร็งก็คือว่าโชคดีก็แล้วกัน คุณก็ภาวนาเอาซิว่าทำไมเกิดมาเป็นมะเร็งถึงโชคดี ก็โชคดีเราจะได้พลิกวิกฤติให้มันเป็นโอกาส เป็น alert (ความตื่นตัว) เป็นสวรรค์ เป็นนิพพาน เป็นความเจิดจ้า เจิดจรัส ทางจิตวิญญาณไปเลย คือโรคมะเร็งเป็นเรื่องเล็กไปเลย ไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับเราแล้ว และการรักษานี่คนไข้ถ้ามีกำลังใจที่เข้มแข็งมันได้ผลมากกว่าคนที่ไม่มีกำลังใจ และการคิดการอ่านการพิจารณาตามขั้นตอนต่างๆมันจะค่อยๆไปตามขั้นตอน จะค่อยๆไปโดยธรรมชาติมันเอง มันรู้โดยตัวมันเองจะดำเนินไปอย่างไร อย่างสมมุติคนไข้มาหาหลวงตาคนหนึ่ง หลวงตา test ทดสอบในใจว่าเราจะต้องจับอะไร จับทิศทางของเขาจะเป็นอย่างไร แล้วค่อย take ยาเขา (การให้ยา) ขั้นตอนการ take ยา มันก็ต้องมีหลายอย่างเช่น ลุ คือการล้างพิษด้วยสมุนไพร ล้อม บำรุงร่างกายให้เขาแข็งแรงในระดับหนึ่งเพื่อจะได้รักษาคือ take ยา มะเร็งได้เต็มที่แล้วผู้ป่วยก็กินยา แต่ละคนหนักเบาก็ไม่เหมือนกันอีก
คนไข้ที่ผ่านจากโรงพยาบาลรัฐบาลหรื
อเอกชนมาที่นี้ เราก็จะถามคนไข้ว่า คนไข้ได้รับการรักษามาอย่างไรบ้าง เช่นว่า ให้เคมีมาแล้ว ครั้งที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ครั้งที่ 1 ก็ไม่ดี WBC ขึ้น ครั้งที่ 2 ก็ไม่ดี WBC (white blood cell) ก็ยังขึ้น ครั้งที่ 3 เขาก็เปลี่ยนตัวยาไป 3 รอบแล้ว ก็ยังขึ้น แต่พอมาหาสมุนไพรปุ๊บกลับไปปั๊บ WBC ลดลงแล้ว เขาอยู่ต่ออยู่คงที่แล้ว (หมายเหตุ กลุ่มมะเร็งเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดขาวยิ่งมากยิ่งไม่ดี) นี่คือเรื่องของการผสมผสาน คือเราจะไม่บอกว่าแพทย์แผนปัจจุบันไม่ดี แพทย์แผนปัจจุบันดี แต่ว่ามันต้องมีการให้มา join ร่วมมือกันได้ คือแบบตอนนี่ กระทรวงสาธารณสุขก็ไปกับหลวงตา ท่านผู้อำนวยการก็ไป join ว่าจะเอาที่อโรคยศาล วัดคำประมงเป็นศูนย์แม่แบบของการใช้สมาธิบำบัดโรคมะเร็ง เป็นแม่แบบทุกศูนย์ในประเทศไทยของทุกโรงพยาบาลในประเทศนี้ เป็นมิติใหม่ที่ดีมากของการแพทย์ เพียงแต่ว่าการแพทย์แต่ละคน เราต้องลดในการเป็นตัวตนของเราออกมาเพื่อ join กัน เราอย่าไปถือว่าเราดีหรือเลวอะไรอย่างนี้ เราว่าประโยชน์ที่มันเกิดสูงสุดต่อผู้ป่วย ต่อประชาชน เราต้องนึกถึงประโยชน์ตรงนั้น ไม่ใช่นึกถึงตัวเรานะ ถ้าเกิดว่าไม่มีผู้ป่วยเป็นมะเร็งจะมีคุณหมอมาทำไม ก็ไม่ต้องมีหมอมา ถูกไหมเพราะมีผู้ป่วยมันถึงมีหมอ มันก็เหมือนว่าเป็นการผสมผสานกัน หลวงตาก็อยากจะทำความเข้าใจว่าไม่ให้มีความทุกข์ไม่ให้มีความเครียด ไม่ให้มีความกังวลใจเกี่ยวกับโรคมะเร็งว่าเราเป็นโรคมะเร็ง แล้วค่อยๆมาตั้งสติของเราว่า เราจะดำเนินการรักษาอย่างไร แล้วก็อย่าไปฟังซ้ายฟังขวาฟังหน้าฟังหลัง คือผู้ป่วยหลายคนพออาการดีๆแล้ว ญาติก็แนะนำด้วยความหวังดีเอายาตัวนั้นไปกินนะ ญาติก็ไม่เคยกิน เลยพอกินดีๆ ก็ฟุบไปเลย มันเป็นอะไรที่ลึกลับซับซ้อนสำหรับโรคมะเร็งมาก เราต้องประเมินให้ได้ก่อนว่าคนไข้คนนี้เป็นมะเร็ง ตรงนี้ทิศทางของเขาจะเป็นอย่างไร สำหรับคนที่เป็นโรคมะเร็งมันเป็นผลข้างเคียงจากญาติ ที่สำคัญหลวงตาจะบอกญาติ บอกว่าถ้าคุณมาหาหรือมาเยี่ยมผู้ป่วย ถ้าคุณร้องไห้กรุณาไปร้องข้างนอก ถ้ามาเยี่ยมก็ยิ้มมานะ เขาไม่ต้องการที่อยากเห็นน้ำตาคุณหรอก น้ำตาเขาก็ออกมาพอแรงแล้ว คุณไม่ต้องมาเสียน้ำตาให้กับเขาซ้ำเติมเข้าไปอีก เข้าใจไหม กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญ เราจะเห็นพ่อแม่ ลูก น้อง หรือพระ อย่างพระกรุงเทพดึกดื่นก็โทรไปหาหลวงตา บอกโยมเป็นมะเร็งอย่างโน้นอย่างนี้จะปรึกษาจะรักษาอย่างไร หรือส่งพระมาจากเชียงใหม่ ลำปางอะไรอย่างนี้ ก็มารักษาที่วัดได้ แม่ชีก็มารักษาที่วัดได้ ญาติโยมตั้งแต่ดร.จนกระทั่งถึงตาสีตาสาก็มารักษาที่วัดได้ มีความรู้สึกที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่มีความรู้สึกว่าฉันจบดร.ฉันเป็นคนรวยหรือคนจน คนไหนก็มีหัวใจเหมือนกัน ทำนองนี้ เข้าใจไหม คุณหมอมี CD ช่วยดูที่ว่าสัมภาษณ์คนไข้ นี่ก็เป็นคนไข้ตัวอย่างในหลายสิบหลายร้อยตัวอย่างที่ป่วย ที่นั้นอย่างนายมังกร คนแรกค่าต่างๆเขาล้มเหลวโดยสิ้นเชิงแล้ว ทางการแพทย์นี่ล้มเหลว ตัวเหลือง ดำ หมองคล้ำหมด คันทั้งเนื้อทั้งตัว ซึ่งเราก็พยายามจะช่วยเขา เขาก็กินได้ ถ่ายได้ แต่ว่าค่าของมะเร็งมันไม่ได้ถอยให้เรา ตับมันไม่ถอยให้เรา แล้วเขาก็เสียชีวิตไปแล้ว คุณมังกรหลังจากที่คุณชัยนรินท์ (ข้าราชการกรมชลประทานระดับ 9) เขาไปถ่ายและไปสัมภาษณ์แล้ว ไม่นานเขาก็เริ่มปวดๆแบบว่าปวดขา ขาบวม ก็ปรึกษาคุณหมอศิริโรจน์บอกทำไมคุณมังกรบวมโดยไม่มีสาเหตุ บวมที่แขนบ้าง แล้วไปที่ขาบ้าง พอวันท้ายๆก็หนักขึ้นๆ ก็ไม่รู้เรื่องไม่รู้ตัว คือหมายความว่าแต่ก็ไม่ทรมาน ก็นอนสิ้นใจอย่างไม่ทรมาน ก็คือตัวอย่างของคนปวด โรคมะเร็งที่ว่าเขามีชีวิตที่มีความสุข แม้แต่ระยะสุดท้ายของชีวิตแล้วญาติๆเขาก็มีความสุข เขามาบอกหลวงตาว่าจริงๆหมอที่รพ.เขาบอกว่าตายไปนานแล้ว พอถึงหลวงตาญาติก็รู้สึกว่าทำไมมันดีขึ้น ร่างกายก็ดีขึ้น จิตใจก็ดีขึ้น มันก็ยืดชีวิตเขาต่อไป ครอบครัวเขาก็เริ่มปรับ ช่วงชีวิตเขายืดไปนี้ครอบครัวเขาก็ปรับใจเขาได้แล้วค่อยๆปรับสภาพใจของเขาได้ พอปรับสภาพใจได้ เวลาสิ้นก็ไม่เสียใจแล้ว มันไม่มีความรู้สึกนี่ไม่ใช่การสูญเสีย และเขาจะขอบใจหลวงตาพากันมาเป็นครอบครัว มาขอบใจที่หลวงตาช่วยชีวิตเขา ช่วยให้เขาเข้าใจชีวิตมากขึ้น คนเราก็ต้องเป็นอย่างนี้ละนะ และเวลาตายเขาก็ยังเข้าฝันอีก เข้าฝันคนไข้อยากจะมาอยู่กับหลวงตาอีกแม้กระทั่งตาย มีคนอยากมาอยู่กับหลวงตาอีก ซึ่งจะเป็นอย่างนี้มากเลยซึ่งผู้ดูแลผู้ป่วยเขาจะได้สัมผัสเยอะตรงนี้ บางคนเขามาเคาะประตูเรียกเดี๋ยวซักพัก เมียโทรมาบอกพี่ตายแล้ว คือเรื่องจิตวิญญาณพิสูจน์ไม่ได้ แต่ว่าใครอยากไปพิสูจน์ก็ไปอยู่กับหลวงตาได้ หลวงตาต้องการอาสาสมัครต้มยาอะไรอย่างนี้ ยากับการรักษามีรายละเอียดเยอะมากอาจจะต้องมีการบรรยายครั้งที่ 2 และ 3 ก็ได้
นพ.ศิริโรจน์: จริงๆแล้วมันเป็นอุบายอย่างหนึ่ง ผมหมอแผนปัจจุบันเรียนมาทางวิทยาศาสตร์ครับ เราจะคิดถึงว่าอะไรที่จับต้องได้ถึงจะเชื่อเอง บางอย่างจับต้องไม่ได้มันจะต้องจับต้องได้ก่อนแล้วถึงจะเชื่อ ใช่ไหมครับ อย่างพูดถึงนิพพานมีจริงไหม เชื่อไหม เรายังไม่ได้ผ่านจุดนั้น บางคนก็เชื่อ บางคนก็ไม่เชื่อ แต่คนปฏิบัติไปถึงตรงนั้น เขาก็ต้องเชื่อว่ามีใช่ไหม เรื่องของสมาธิบำบัดกับสมุนไพร ผมคิดว่ามันมาจากตนเป็นที่พึ่งแห่งตน คือไม่มีใครมารักษาใครได้ครับ แต่ว่าการที่ต้มยา มีฤกษ์มียาม บางคนก็สงสัยว่าเป็นพิธีพราหมณ์หรือเปล่า ทำฤกษ์ยามลักขณาเกี่ยวข้องกันกับการรักษา เขาไปเชื่อมโยงกันอย่างไร จริงๆแล้วมนุษย์กับดวงดาวเกิดขึ้นมาพร้อมกัน ผมจะเท้าความไปหมื่นๆ ล้านปี คือจุดเล็กๆเกิดระเบิดขึ้นมาครั้งใหญ่แล้วก็เกิดกาแลคซี นึกภาพกาแลคซีออกไหม เยอะแยะเลยครับ มีประมาณ 11 แสนล้านกาแลคซี ในแสนล้านกาแลคซีมีดวงดาวแสนล้านดวงดาว ฉะนั้นมนุษย์ก็เกิดมาจากดวงดาว ปฏิกิริยาของดวงดาวกับชีวิตมนุษย์มันเป็นสิ่งที่เขาค้นพบกันมานานแล้ว เพียงเราเชื่อมโยงไม่ถูกเองครับ ว่ามันจะดูดวงมันมีเหตุผลนั้น หาช่วงที่มีพลังที่สุดมาช่วยกันในการทำให้โลกนั้นดีขึ้น เขาถามว่าเวลารักษาโรคพฤติกรรมเราดีขึ้นไหมครับ คนที่สูบบุหรี่ กินเหล้า ก็เลิกใช่ไหมครับ คนที่กินอาหารที่เป็นสารพิษ เลิกไหมครับ เลิกครับ เขาได้สวดมนต์ทำสมาธิจิตใจเขาดีขึ้นไหมครับ เขาก็ดี อันนี้ก็เป็นกลไกทั้งหมด ที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันที่มาคอยปกป้องมะเร็งในตอนที่เรายังไม่ป่วย ระบบภูมิคุ้มกันมันดีอยู่ เวลาเราช่วยมันเสียไปแล้ว แต่เมื่อเราดำเนินพฤติกรรมต่างก็คืนมา ระบบภูมิคุ้มกันมันจะฟื้นขึ้นมา มันจะควบคุมมะเร็งได้ มันขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยครับ ถ้าเป็นมากมันก็ไม่หายครับก็ดีขึ้น ถ้าเป็นน้อยๆก็อาจหายได้ ขอเปิดคำถามจากผู้เข้าฟังเลยครับ
คำถาม : หลวงตาเป็นมะเร็งระยะที่เท่าไหร่ แล้วรักษาหายได้อย่างไร
หลวงตา : คือตอนที่เป็นมะเร็งเป็นปี 2519 ไม่รู้ตัวว่าตัวเองเป็นมะเร็งและไม่รู้จักคำว่ามะเร็งด้วย ไม่คิดมะเร็งมันคืออะไร แล้วก็อยู่ๆตอนตี 3 ลุกมาสวดมนต์ นั่งสมาธิไหว้พระตามปกติ พอวันนั้นเค้าพิเศษเป็น วันสงกรานต์ 11 เมษายน 2539 มันก็จามอกมา จามออกมาเลือดก็เต็มกระโถน โอ๊ย เราเป็นอะไรนี่ เป็นอะไรปุ๊บ หลวงตาก็มีหมอประจำตัวอยู่ รพ.สมิติเวช ซึ่งดูแลเรื่องป่วยไข้มานาน พอสุดท้าย หลวงตาต้องไปตัดชิ้นเนื้อ คือส่องกล้องเข้าไปสายเข้าไปและไปตัด ตัดปุ๊บ 15 วัน พอวันไปฟังผล หมอนัดไปฟังผล เราก็ไปนั่งรอ หมอเค้าบอกว่าเป็นมะเร็ง เอ้อ เราก็ไม่เสียใจ เราก็แจ๊คพ๊อดโว้ย หัวเราะ คนอื่นตั้งแยะไม่เป็นเราเป็น ปุ๊บโทรหาพี่สาวที่เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์แพทย์หญิงเกสร วัชรพงษ์ อยู่จุฬา เป็นอาจารย์หมอจุฬา ตอนนี้เป็นคุณหญิง เขาก็พาไป Bangkok Nursing Home ไปทำ Clinic อยู่ที่นั้น เขาก็นำเข้าเครื่องเช็คด่วนเลย เขาพูดคำเดียวว่าเป็นมากแล้วทำไมเพิ่งจะมาบอก เราคิดในใจว่าใครจะไปรู้ได้ว่ามันเป็นมะเร็ง พอรู้ก็เข้าจุฬา พี่สาวอยู่จุฬา เค้าจบจุฬา ก็เข้าจุฬาเลย พี่สาวมีอาจารย์แพทย์ที่เป็นลูกศิษย์พี่สาวเป็นคนดูแล เขาก็ลุยเลย ทั้งฉายแสง โอ้โฮ สุดๆจริงๆ ไม่แค่ฉายแสงอย่างเดียว เอาเคมีให้อีกทุกวันเลย แต่ว่าความเจ็บ ความปวด หลวงตารู้ซึ้ง หลวงตาถึงเมตตาสงสารผู้เป็นมะเร็ง เพราะว่ามันรู้ซึ้งแล้วว่า มันปวดทรมานทุกขุมขน ลองคิดดูซิว่าทำอย่างไร ถ้าไม่ใช้สมาธิ ถ้าเกิดใครเคยให้เคมีรู้เลย ฉีดยาเข็มที่ 1 และก็ความเจ็บปวด มันวิ่งจู๊ดเลย เรียกว่าสมาธิมันต้องไปถึงหัวใจเลย พุทโธแบบสุดๆ ไม่ว่าใครมาไม่ต้องพูดด้วยแล้ว หลับตาพุทโธอย่างเดียว นี้คือการเจ็บปวดของมะเร็ง แล้วยังจะมีแสงอีก ฉายแสงแล้ว ฉายอีก คือหลวงตาต้องกินน้ำเยอะ น้ำลายมันหายไปขนาดเป็นใบ้ก็แล้วกัน พูดไม่ได้เป็นเดือน ก็พอเจ็บปวดขนาดนี้จนกระทั่งพอครบเสร็จแล้ว หมอยังมาถามอีกว่าเดี๋ยวผมจะให้ course ใหญ่อีก ท่านสู้ไหวไหม ไอ้ course ใหญ่ของเขาคืออะไร ไอ้เรานักสู้เอาอะไรบอก ใหญ่ขนาดไหนก็เอาว่ะ โอโฮเท่านี้ตลอดวันตลอดคืนเลยเป็นอาทิตย์ เคมีบำบัด คิดดูตลอดวันตลอดคืนเป็นอาทิตย์ มะเร็งมันขนาดไหนช่วยให้คำตอบหน่อยซิ แล้วจนกระทั่งสุดท้าย หลวงตาสละ คือ กูยอมตายดีกว่า กูยอมตายแล้ว พันล้านมากองข้างหน้า กูก็ไม่สนใจแล้ว ยอมตายก็คือหลุดเลยไง พอยอมตายก็คือหลุดจากโลกเลย แล้วก็มาผสมผสานด้วยสมุนไพร เพราะว่าพอออกจาก รพ.ปุ๊บพูดเหมือนสั้นนะแต่มันยาว พอออกจากรพ.ปุ๊บ เอ๊ะก็รักษาด้วยวิธีนี้ก็ยังกินข้าวไม่ได้ กินน้ำก็ยังไม่ลง ลุกขึ้นมานั่งสมาธิตั้งแต่ตี 3 ยัน 6 โมง เลือกเลยนะตำราสมุนไพรเล่มขนาดนี้ หลวงตาศึกษาจบเลย และได้สูตรยามาแล้วที่ให้นี้ช่วยได้ เช้ามาจด ให้แม่ชีไปจัดการหายา เชื่อไหม 4 ทุ่มได้ฉันยา แก้วแรกหม้อแรกหายใจออก เช้าฉันข้าวได้เลย นี้ล่ะคือต้องมีหัวใจสวดเสกคาถา เพราะยาสมุนไพรตำราโบราณนี้เขาเป็นปึกเลยนะ ต้องใช้คาถา วิชาอะไร ทำบุญ ทำใจอย่างไร ขั้นตอนมันมีอยู่แล้ว ถ้าพวกเราสนใจศึกษาค่อยๆลงไปลึกๆอีกทีหนึ่ง การแพทย์ทางเลือก เข้าใจไหม มันเป็นอะไรอย่างหนึ่งและพออย่างนั้นมา มันก็ทำให้ร่างกายเราดีขึ้น แต่ว่าเราก็ยังพูดไม่ได้ เลือดก็ยังออก เลือดมันออก เลือดมันก็ยังเป็นเลือดอยู่ เราก็ทำสมาธิไปเรื่อยๆๆๆจนกระทั่งเลือดหายไป นี้ก็คือผลแห่งการใช้สมาธิมาช่วยในการเชื่อมโยง ระหว่างโรค เชื่อมโยงระหว่างยาสมุนไพร ยาทางเลือกแพทย์แผนปัจจุบัน คุณหมอจบจากจุฬาฯก็จะเก่ง และอีกอย่างที่เป็นตัวเลือก แล้วแต่บุญวาสนาของคนไข้ด้วย ถ้าคนไข้คนไหนไปเจอคู่บุญวาสนาของเขาเองนะ คุณหมอต้องเป็นคู่บุญด้วย เอ้า อีหลี ภาษาอะไรนี่ มันต้องคู่บุญไง ใช่ไหม เจอหมอบางคน อย่าลืมว่าเราไม่ประมาทหมอนะ หมอแต่ละคนประสบการณ์ ทักษะ หัวใจ ก็ไม่เท่ากัน คำนวณก็ไม่เท่ากัน ใช่ไหมคุณหมอ การคำนวณยา การให้เคโมมันจะไม่เท่ากันเลย มันจะมีความละเอียด ความลึกซึ้ง ความชำนาญ แตกต่างกันตรงนี้ละ แล้วแต่ใครจะเจอ แล้วแต่โชคใครโชคมันเด๋อ ข้อต่อไปคุณหมอมีอะไรอีก เข้าใจหรือยังตรงนี้
นพ.ศิริโรจน์: (คำถามต่อไป) ผู้หญิง 31 ปี บอกว่ารับประทานยากับสารเคมีมาตลอดชีวิตจนถึงปัจจุบัน กราบนมัสการถามว่าจะมีผลร้ายกับร่ายกายกับไตอย่างไร และหลวงตาจะช่วยได้อย่างไรค่ะ
หลวงตา : สารเคมีนี้หลวงตาเคยเจอวิศวกรแทนทาลัม ซึ่งเรียนวิศวะเคมีมาตลอดเวลาที่เรียนวิศว ทำงานโครงการยางก็ต้องใช้เคมี ตลอด 19 ปี เขาไม่รู้ตัวเลยว่าเขาเป็นมะเร็ง มารู้ตัวเมื่อมะเร็งมันกินปอดลามไปกระดูกแล้ว พอมาถึงหลวงตานี่ เขาหาเว็บไซต์หลวงตา ถามทำไมหนูจึงมาหาหลวงตา ก็หนูไปรักษามาจนหมดที่แล้ว จุฬาก็ไปมาแล้ว ไปมาหมดแล้ว ให้กินยาวันละเม็ด เม็ดละพัน สองพัน สามพันบาท ต่อวันกินเข้าไปขาก็กระเด้งดึ๊งๆอย่างนี้ มันไม่อยู่เลยคุณหมอ พอสุดท้ายตอนเขามาหาหลวงตาเขาร้องไห้มาเลย เขาทำใจอะไรไม่ได้เลย อายุประมาณ 40 นี่ก็เป็นวิศวกร น้องชายสามีก็วิศวกร พอสุดท้ายหลวงตาจูนหัวใจเขาได้ จูนหัวใจได้อย่างไร คือให้เขารับความจริงว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับเขา สิ่งที่เขาชนะได้คือหัวใจเท่านั้น ร่างกายต้องให้เขาเป็นตามสภาพแล้วเขาอยู่กับหลวงตาอาทิตย์หนึ่งจิตใจเขาเข้มแข็ง เขาเขียนจดหมายถึงสามี เขียนพินัยกรรมถึงลูก และก็โทรมาหาหลวงตาว่าหนูทำใจได้แล้วหลวงตา หนูไม่ห่วงอะไรแล้ว หนูพร้อมที่จะไป ปัจจุบันนี้ต้องใช้พยาบาลแล้ว แม้แต่อึ แม้แต่ทำอะไร คือหัวใจเขาอยู่ได้แล้ว ไงแล้วเขาก็ไปอย่างมีความสุข ซึ่งผิดตั้งแต่แรกที่มาร้องไห้ ลูกสาวยังเล็ก สามีก็ยังเพิ่ง 40กว่าๆ กำลังก้าวหน้าในการงาน แล้วทำไม ก็นี่คือเคมีมันมีผล เดี๋ยวเชิญคุณหมอพูดเชิงวิทยาศาสตร์อีกทีหนึ่ง
นพ.พรเลิศ : ยากับสารเคมีที่เราใช้กันส่วนใหญ่มันก็ต้องผ่านการศึกษามาแล้ว เริ่มต้นในสัตว์ทดลองแล้วถึงจะมาในคนปกติที่เป็นอาสาสมัครและถึงในคนป่วย ซึ่งในระดับหนึ่งก็ต้องผ่านขั้นตอนนั้นแล้ว พบว่าไม่มีปัญหาถึงจะมาให้ใช้กันได้ แต่ว่ายาทุกอย่างมันคงจะมาปรับสมดุลในร่างกายเรา ซึ่งบางครั้งในการศึกษายาบางอย่าง มันอาจจะใช้ในคนเป็นร้อยเป็นพัน แต่พอใช้ในประชากรที่เป็นแสน เป็นล้านคน ก็จะมีบางตัวซึ่งพอใช้ปุ๊บจากการติดตามแล้ว เราก็พบว่ามันมีผลทำให้เกิดปัญหาบางอย่างได้ ก็ต้องถูกถอนจากตลาดก็มี เพราะฉะนั้นจริงๆแล้ว เราก็คงใช้ตามหลักฐานและความรู้ในเชิงวิทยาศาสตร์บอก แต่ว่าคงไม่สามารถรับประกันถึงว่าในระยะยาวในการที่ใช้ยาตัวอื่นจะมีผลอย่างไร ความแตกต่างมันยังไม่มี จึงคงจะตอบไม่ได้ทั้งหมด
หลวงตา : นี่ไงที่เรียกว่าตอนที่คนเมื่อกี้ถามว่า หลวงตาจะมีวิธีรักษาอย่างไรที่ต้องรับเคมีมาตลอด พอมาถึงหลวงตาแล้ว ขอให้ดูหน้าก่อนคนนั้นหน้าตา พอจะไปวัดไปวาได้ จะได้ล้างพิษก่อนไง ล้างพิษด้วยสมุนไพร และค่อยต้มยา ค่อยๆล้างทีละอย่าง คือสมุนไพรต้องใจเย็น อย่าใจร้อน เพราะมันค่อยซึมซับเข้าไปนะ
นพ.ศิริโรจน์ : มีคนถามว่าตั้งเป้ายอดขายของบริษัทไว้ ไม่ได้ตามเป้าทำให้เครียดคือจะต้องถูกย้ายและก็มีหนี้สินเยอะ ทำให้เครียดด้วย จะแก้อย่างไร ถึงจะซ้อมตายแบบยิ้มได้ คำถามนี้จะให้ฆราวาสตอบก่อนไหมครับ หรือจะให้หลวงตอบก่อน ฆราวาสตอบก่อนนะครับ คือการตั้งเป้าหมาย ผมอายุยังไม่เยอะนะ แต่ก็พยายามพูดตามประสบการณ์แล้วกันว่า จริงๆแล้วเราตั้งเป้าผิดหรือถูก ถ้าเราตั้งเป้ายอดขายนะครับ ยอดขายควบคุมไม่ได้ เพราะว่ายอดขายส่วนหนึ่งมาจากสภาวะเศรษฐกิจใช่ไหมครับ สมมุติว่ายุค IMF เราไปขายของ มันคงไม่ได้ แต่ถ้าเราตั้งเป้าหมายชีวิตไม่ถูกตรงนั้นมันพอปรับได้ ทีนี้ถ้าเป้าหมายชีวิตมันไปผูกกับยอดขาย ซึ่งขึ้นลงตามแบบหุ้นมันก็คงเกิดความเครียด เราเอาความเครียดไปผูก ไปผูกยอดนั้นยอดนี้ เป็นระดับน้ำที่ขึ้นๆลงๆ เราก็ต้องแกว่งๆตามใช่ไหมครับ ทีนี้เป็นไปได้ไหมที่เราตั้งเป้าชีวิตให้ถูก อย่างเช่นเรามีความพอใจขนาดไหน ขนาดนี้เราพอใจแล้ว อย่างหมอไปคุยกับเพื่อนๆบอกรายได้เดือนเดือนหนึ่งตั้ง 3 แสนบาท เขาก็ตาโต มึงอยู่จังหวัดอะไรว่ะ ย้ายมาอยู่กรุงเทพดีไหม ผมว่าอยู่สกลนครสบายดีแล้ว อากาศก็ดี รถก็ไม่ติด แล้วก็มีโอกาสได้ทำบุญทำกุศล คือผมก็ตั้งเป้าชีวิตอยู่บนพื้นฐานแห่งความพอเพียง เราดูตัวอย่างพระ พระท่านยังฉันมื้อเดียว ทำไมเรากินตั้ง 3 มื้อ พระท่านไม่มีเมีย เรายังมีเมีย เรายังดีกว่าพระในบางเรื่อง ใช่ไหมครับ ถ้าเราตั้งเป้าหมายถูก เราก็จะลดความเครียดลงไปได้ ความเครียดเกิดจากภาวะ คือเราไม่ได้ในสิ่งที่เราคาดหวัง การแก้ปัญหาคือเราลดความหวังลงหรือเปลี่ยนเป้าหมาย หรือเราจะพยายามถีบตัวเอาให้บรรลุเป้าหมายตรงนั้นก็เลือกเองครับ 2 ทาง ถ้าเลือกทางที่ 2 ไม่รู้จะได้ไหมครับ ฉันจะเป็นนักขายให้เก่งขึ้นมีเทคนิคการขายที่ดี เป็นการพัฒนาตัวเอง หรือจะลดเป้าหมายลงอยู่อย่างธรรมดาก็ดีแล้ว ยอดขายไม่ได้ก็ช่างมัน ออกก็ช่างจะเป็นไรไป ย้ายก็ย้ายเรามีเป้าหมายในชีวิตกินอยู่อย่างสบายเราพอใจ อันนี้ฆราวาสตอบครับ แล้วก็ไม่เครียดซ้อมยิ้มทุกวัน อะไรจะเกิดขึ้นก็ยิ้มไว้ก่อนครับ ถ้ายิ้มไม่ออก สุดท้ายหายใจลึก ๆแล้วก็ยิ้มครับ แล้วจะยิ้มออกเองถูกไหมครับ เป็นมะเร็งก็ยิ้มได้ ลูกถูกรถชนตายก็ยิ้มครับ ลูกถูกจับตัวไปเรียกค่าไถ่ยิ้มไว้ก่อนครับ ไม่ยิ้มแล้วจะทำอะไรครับ เครียดทำไม เครียดไปแล้วไม่ได้ประโยชน์อะไร เครียดแล้วก็เหมือนเดิม เพราะฉะนั้นยอดขายตกก็ยิ้มไว้ ซ้อมยิ้มนานๆ พอจะตายก็ยิ้มได้ ฆราวาสตอบเสร็จแล้วครับ เดี๋ยวฆราวาสคนที่ 2 (หมายถึงคุณหมอพรเลิศ) จะขอตอบด้วย
นพ. พรเลิศ : เคยถูกดมยา เพื่อนที่เขาดมยาให้ เขาบอกว่าตอนดมยาหลับไปนี่ ทำไมดูเหมือนยิ้มอยู่ ก็แปลกดีจริงๆ แล้วหลายอย่างก็ได้ศึกษากับอาจารย์หลายๆท่านครับ จริงๆแล้วเราจะต้องใช้เหมือนกับวิธีคิดนะครับ อย่างเช่นถ้าเกิดว่าสมมุติวันนี้ถ้าเกิดเป็นอะไรขึ้นมา จะมีใครที่จะต้องเดือดร้อนเพราะเรา ชีวิตของเราครอบครัวจะเป็นอะไรต่างๆ อย่างเช่น ถ้าจะสร้างหนี้ ก็คงจะต้องสร้างหนี้ในภาวะที่ถ้ามีเราจะทำได้อย่างไร ถ้าเกิดไม่มีเราจะอยู่ได้ไหม จะมีการจัดการอย่างไรบ้างนะครับ อย่างคุณพ่อผมเป็นกำพร้าตั้งแต่อายุ 7 ขวบ แต่คุณพ่อก็ยังอยู่ได้ สามารถเลี้ยงลูกได้อย่างดี เพราะอะไรซึ่งมันไม่ใช่เรื่องเงินอย่างเดียวแล้วครับ มันเป็นเรื่องของการเป็นอยู่ในครอบครัว เรื่องที่เกี่ยวกับวิถีชีวิตของท่านเอง ซึ่งถ้าไม่มีคนส่งเสริมตลอดนั้น จริงๆ มันเป็นเรื่องของการปฏิบัติตัวเองนะครับ ที่เราทำดีกับตัวเอง ทำดีกับคนอื่นอยู่กันตลอดเป็นอย่างไร แล้วก็อีกอันหนึ่งเรื่องของความกลัวที่จะต้องสูญเสียจริงๆ มันเป็นหลักอย่างทางแพทย์ทางพยาบาล มันเป็นเรื่องที่เราเผชิญกับความสูญเสีย และพูดเรื่องความตายมันคือความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่จริงๆแล้วทุกวันเรามีความกลัว อย่างเช่นสูญเสียโอกาสหรือว่าของหายหรือว่าอะไรต่างๆ หรือการถูกเปลี่ยนแปลงที่ทำงาน การเกษียณต่างๆ ถ้าพูดถึงการซ้อม คนเราจะใช้กลไกตอบสนองกับสิ่งเหล่านี้คล้ายๆกันนะครับ เพียงแต่จะหนักหรือเบาเท่านั้นเอง ถ้าเกิดจะซ้อมต้องซ้อมจากอันที่เบาๆก่อนนะครับ ของที่หายก่อน แล้วต้องไปของแพงนะครับ รถยนต์ถูกขีดอะไรอย่างนี้ก็ค่อยๆขึ้นไป ถ้าเราทำตอนนี้ได้ ถ้าขึ้นระยะที่มากขึ้นก็พอเชื่อมั่นได้ว่าเรามีสิทธิ์ที่จะยิ้มได้ครับ
หลวงตา : ที่ยอดขายยอดไม่ขาย คือการที่คุณหมอพูดมันก็ถูกในระดับหนึ่ง ถ้าให้ดีที่สุดขอให้ผู้ที่ถามว่า ยอดขายที่เข้าเป้าหมายหรือไม่ถูกเป้าหมาย ทำสมาธิซะก่อน สวดมนต์ไหว้พระให้ใจเย็นๆ สงบ สมาธิหาความจริงของชีวิตว่าคุณเกิดมาเพื่ออะไร เพื่อมาคลำเป้าหมายเหรอ มาเป็นขี้ข้าบริษัทเหรอ แล้วคุณก็ค่อยไปทีละข้อๆ นะเราไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงจิตใจคุณได้หรอก เพราะเราไม่รู้พื้นฐานคุณเลยว่าคุณเป็นอย่างไรมาอย่างไร เพราะว่าจิตใจเป็นของละเอียดอ่อน ไงแต่ว่าเป็นวิธีการว่า ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติหลุดพ้นค่อยๆดำเนินไป ตามวิถีพุทธ วิถีธรรม วิถีของผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ แล้วคุณจะค่อยแก้ปัญหาของคุณได้ด้วยตัวของคุณเองนะ หลวงตาจะไปแก้แทนคุณไม่ได้ คุณก็จะบอกหลวงตาว่าหลวงตาไม่ใช่นักขาย คุณก็จะย้อนถามแต่ว่าคำถามที่เกิดจากตัวคุณเอง แล้วคุณจะเข้าใจความสมดุลของชีวิตแล้ววิญญาณของคุณอยู่ตรงไหน ตรงนั้นคือคำตอบของคุณนะ เข้าใจนะ
หลวงตา : ครับ มีผู้เขียนคำถามมาเยอะเลยครับหลวงตา ก็คงจะตอบอีกสัก 2-3 คำถาม ที่เหลือหลวงตาต้องตอบในเว็บไซต์นะครับ คำถามหนึ่ง ถ้าอยากไปศึกษาดูงานที่วัด หรือร่วมทำกิจกรรมจะต้องเตรียมตัวอย่างไรครับ มีที่นอนไหม ต้องเตรียมตัวอะไร ปัจจัยอะไรไปบ้างครับ
หลวงตา: คนเป็นมะเร็งไม่ต้องเตรียมเลย หมาหลวงตายังเลี้ยงได้เลย คนทำไมจะเลี้ยงไม่ได้
นพ.ศิริโรจน์ : แปลว่าไปตัวเปล่าได้ครับ แต่ต้องสวมเสื้อผ้านะครับ มีเรือนพัก มีข้าวกิน มีหินถู มีอู่นอนครับ ขออีก 2 คำถามแล้วกันนะ หลวงตามีการบริหารจัดการอย่างไร หลวงตารักษาผู้ป่วยเพียงผู้เดียวหรือไม่ มีหน่วยงานใดมาช่วยหรือเปล่าครับ
หลวงตา: ตอนนี้มีคุณหมอมาช่วยไง คุณหมอ พยาบาล อาสาแพทย์ อาสาเภสัชกร นักเทคนิคการแพทย์สาธารณะสุข ตอนนี้กระทรวงสาธารณะสุขกำลังเข้ามา ทางกองแพทย์ทางเลือกและพัฒนาแพทย์แผนไทย เริ่มเข้ามาเอาตรงนี้เป็นโมเดลของทุกๆศูนย์ในการใช้สมาธิบำบัด และไม่ต้องห่วงเรื่องการบริหารจัดการหรอก เพราะว่ามะเร็ง หลวงตายังบริหารจัดการมันได้ เรื่องอื่นมันเรื่องเล็ก
นพ.ศิริโรจน์ : ถามนายแพทย์พรเลิศ มีผู้ป่วยที่เป็นมะเร็ง แล้วญาติกับหมอช่วยปิดคนไข้ไว้ไม่ให้รู้ รู้แล้วเดี๋ยวจะทรุด เขาถามว่าหมอทำถูกหรือเปล่า หรือถ้าทำให้ดีกว่านี้ทำอย่างไร ให้คุณหมอพรเลิศตอบ
นพ.พรเลิศ : คือตรงนี้เราใช้อย่างประสบการณ์ที่เรากลัว เคยมีคนกระโดดตึกตาย หรือว่าอะไรต่างๆ เพราะว่ารู้ว่าเป็นมะเร็งแล้วชีวิตมันอยู่ไม่ได้ แต่ว่าเท่าที่พบส่วนใหญ่ทุกคนจะมีการตอบสนอง เวลาบอกว่าเป็นมะเร็งนะครับ ถ้าใครบอกเป็นมะเร็งแล้วเฉยๆ จริงๆแล้วไม่ปกติครับ แต่ว่ามันเหมือนเราทิ้งหินลงน้ำ มันต้องกระเพื่อม แต่มันกระเพื่อมจะแรงหรือเบามันอยู่ที่คน คนบางคนจะตอบสนองอย่างรุนแรง คนบางคนอาจจะโกรธ คงบางคนอาจจะเศร้า คนบางคนอาจปฏิเสธ แต่การกระเพื่อมมันจะค่อยๆเบาลงเรื่อยๆสู่ระยะการปรับตัวได้จริงๆ แล้วถ้าเราบอก ตอนอีกวันหนึ่งก่อนตาย มันคงกระเพื่อมอย่างเดียวครับ ไม่เคยนิ่งเลย ตายเลย อย่างนี้อันตรายมันไม่ดีครับ เราควรจะบอกตอนที่เขากำลังปรับตัวได้ ยังพอมีเวลา อย่างนี้ยังมีประโยชน์มาก เขาจะได้เข้าสู่กระบวนการพัฒนาจิต ซึ่งอันหนึ่งที่เราพบคือว่าพวกเราทุกคนในวัย กำลังเสื่อม กายเสื่อมทุกคน คนเรากำลังเสื่อมเสื่อมไวกว่าทุกคน สิ่งที่เราคุมได้คือว่า เราต้องพัฒนาจิตให้มาคุมกายแทน ตัวนี้มาช่วย ในบทบาทแพทย์ คนป่วยมา ปวดทำอะไรไม่ได้ เราช่วยเรื่องกายให้นิ่ง เพื่อให้เขามีโอกาสในการที่จะพัฒนาจิตใจมันให้เข้มแข็งขึ้น และในระยะสุดท้ายคนจำนวนหนึ่งเราจะเห็นว่าใครมีทุนดีจะจากไปอย่างสงบ ในทุกอย่างทุกศาสตร์ไม่ว่าเป็นการแพทย์ แพทย์ทางเลือกมันไม่ใช่เป็นเป้าหมายในตัวมันเอง ไม่ใช่ว่าใช้ยาอย่างนี้ ใช้สมุนไพร มันจะให้คำตอบที่ดีที่สุด เพราะว่าใช้ระดับหนึ่งปุ๊บ มันจะมีผู้ป่วยใหม่เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ จนถึงตาย มันจะมีตัวอย่างเกิดขึ้นเรื่อยๆ เราได้ใช้โอกาสนี้แล้วให้เขาพัฒนาตัวเองให้จิตคุมกายได้และจะเป็นคำตอบที่เขาจากไม่ได้
หลวงตา : ถูกต้อง คุณหมอพูดถูก ใช้จิตคุมกาย กายและจิตเป็นสิ่งพึ่งพาอาศัยกัน แต่คือหัวใจคือจิต จิตตัวนี้คือเป็นตัวปรับความสมดุลของกายได้ แต่ว่าต้องให้ใจเราสมดุลก่อน พอใจเราสมดุลคือไม่เครียด ไม่ทุกข์ และค่อยๆไปปรับความสมดุลของกาย มันจะสัมพันธ์กัน
นพ.ศิริโรจน์ : ตอนนี้มีคำถาม ว่าคนปกติกินยานี้ได้ไหม ผมตอบเลย ผมกินมาแล้ว 5 หม้อ ถามว่าลำบากไหม ก็ลำบากพอสมควร เพราะคนธรรมดาไม่ได้ป่วย แต่ว่าอยากจะลองกินดู ก็กินไปมีผลข้างเคียงนิดหน่อย ทำให้เราถ่ายดีขึ้น คือถ่ายสบายเลยครับ คือมันเป็นตัวดูดซับอาหารที่เป็นพิษและก็ล้างพิษ ผมรู้สึกอย่างนั้น ก็กินได้ ก่อนกินต้องตั้งจิตอธิฐาน ตั้งสมาธิ แต่กินนานเท่าไร คือผมตอบไม่ได้นะครับ เราไม่รู้ว่าเราป่วยอะไร เราลองกินเฉยๆ ถ้าคนป่วย หลวงตาก็ตอบแล้ว ว่าเป็นมะเร็งขึ้นกับมะเร็งหนักเบาแค่ไหน บางคนอาจจะกิน 7 หม้อ 10 – 20 หม้อ ก็มี ก็แล้วแต่ให้หลวงตาวินิจฉัยและติดตามแล้วกัน คำถามสุดท้ายก่อนที่หลวงตาจะสรุป เป็นคำถามที่เกี่ยวทางจิต มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง แนวทางรักษาลำดับอย่างไร
หลวงตา : คุณก็ต้องมาทำก่อน คุณถึงจะรู้ คุณไม่ทำตอบอย่างไรคุณก็ไม่รู้ เหมือนคุณไม่กินข้าว คุณก็ถามกับข้าวแกงเขียวหวาน เมื่อเช้าอร่อยหรือเปล่า ก็ยังไม่ทันกินแกงเขียวหวานเลย คุณต้องกินซะก่อน คุณจะได้รู้ว่ามันเผ็ด เปรี้ยว เค็ม หวาน มัน อย่างไรนะ
นพ.ศิริโรจน์ : ครับ ก็ถ้ายังไม่พอใจ ฝากคำถามในเว็บไซต์ให้หลวงตาตอบอีกทีได้ ถึงเวลาหลวงตาต้องสรุปแล้ว
หลวงตา : ถ้าสิ่งที่พวกเราทุกคนมาพูดในวันนี้ ทั้ง 3 ท่าน คือหลวงตา คุณหมอ แล้วก็พี่น้องชลประทาน คือ คุณชัชวาล คุณชัยนรินท์ ทีมงาน คุณตั้ม ทีมเว็บไซต์ ก็ตามหรือพี่น้องทุกคน มันเป็นประโยชน์ หลวงตาขออุทิศส่วนกุศลให้กับพระบรมครูแพทย์คือ พ่อหมอชีวก สมเด็จพระบิดาที่เป็นพระบิดาทางการแพทย์ ขอให้ท่านได้รับอานิสง ที่ลูกหลานทำในครั้งนี้ ขอให้ทุกสิ่งทุกอย่างมีสัมฤทธิ์ผลทั้งภายในจิตในใจและก็เกิดผลิตผลทั้งร่างกายและทุกสิ่งทุกอย่างแก่พวกเราทุกคน และแก่วงการแพทย์ทุกๆสาขา แล้วแก่พี่น้องชาวชลประทานให้มีความสุขสวัสดี เกิดเป็นศรี เกิดเป็นศักดิ์ เกิดเป็นมงคล ทั้งทางโลกทางธรรม สมความมุ่งมาดปรารถนา ถ้าหากว่าผู้ใดก็ตามที่ป่วย ก็ปรึกษาหลวงตาได้ ปรึกษาคุณหมอทั้งสองคนได้ตลอดเวลา คุณหมอก็เปิดกว้างในใจที่กว้างขวางอยู่แล้ว ไม่รังเกียจว่าคุณมาจากไหนก็แล้วแต่ ขอให้เหมือนเรา เป็นเพื่อนกัน เพื่อนที่อยู่ในโลกร่วมกัน ที่จะต้องช่วยกันสร้างสรรค์สิ่งที่ดีๆงามๆให้เกิดเป็นความสงบร่มเย็นของประเทศชาติ ของพระพุทธศาสนาด้วย และสุดท้ายนี้ก็ขอความสุขความสวัสดี จงมีแก่ท่านทั้งหลายทุกประการเทอญ
คุณชัชวาล : สาธุๆ ขอให้พวกเราตบมือให้กับวิทยากรทั้ง 3 ท่านนะครับ ขอเรียนเชิญท่านประธานมอบของที่ระลึกเล็กๆน้อยๆจากพวกเราชาวชลประทาน
หลวงตา : ขอเชิญรับพรนะ ตั้งใจแผ่กุศลด้วย ตั้งใจเป็นสมาธิ ตรงนี้ๆให้นึกถึงปัจจุบันสำคัญที่สุด อนาคตพรุ่งนี้อาจไม่มีสำหรับเราก็ได้ แค่ลมหายใจเข้า หายใจออก ปัจจุบันก็พอใจแล้ว
ที่มา : http://pineapple-eyes.snru.ac.th/alo/index.php?q=node/167
ท่านที่สนใจ สามารถดูเกี่ยวกับกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่
http://76.nationchannel.com/playvideo.php?id=62968
http://76.nationchannel.com/playvideo.php?id=62977
วันศุกร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2553
สมาธิ 40 วิธี
สิ่งที่ใช้ในการยึดจิตในการทำสมาธิ ที่เรียกว่าอารมณ์ของสมาธินั้น ในทางพระพุทธศาสนา อาจารย์ในสมัยโบราณได้รวบรวมไว้ได้ถึง 40 อย่าง แยกเป็นกลุ่มได้ดังนี้คือ
กสิณ 10 ประกอบด้วย
1.) กสิณดิน คือการเพ่งดินที่นำมาปั้นเป็นวงกลม(แบน) เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณเท่ากับ ความยาวของใบหน้าของผู้ปฏิบัติ โดยทำความรู้สึกถึงความแข็งของดิน ไม่ใช่เพ่งที่สีของดินนั้น เพราะจะกลายเป็นกสิณสีต่างๆ แทน
2.) กสิณน้ำ คือการเพ่งน้ำที่บรรจุในภาชนะปากกลม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณเท่ากับ ความยาวของใบหน้าของผู้ปฏิบัติ
3.) กสิณไฟ คือการเพ่งเปลวไฟผ่านช่องที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณเท่ากับ ความยาวของใบหน้าของผู้ปฏิบัติ โดยทำความรู้สึกถึงความร้อนของไฟ
4.) กสิณลม คือการเพ่งอาการเคลื่อนไหวของใบไม้ กิ่งไม้ที่ถูกลมพัด
5.) กสิณสีเขียว คือการเพ่งวัตถุสีเขียว เช่น กระดาษสีเขียว ที่เป็นวงกลม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณเท่ากับ ความยาวของใบหน้าของผู้ปฏิบัติ โดยทำความรู้สึกถึงสีเขียวที่ปรากฏ
6.) กสิณสีเหลือง คือการเพ่งวัตถุสีเหลือง เช่น กระดาษสีเหลือง ที่เป็นวงกลม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณเท่ากับ ความยาวของใบหน้าของผู้ปฏิบัติ
7.) กสิณสีแดง คือการเพ่งวัตถุสีแดง เช่น กระดาษสีแดง ที่เป็นวงกลม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณเท่ากับ ความยาวของใบหน้าของผู้ปฏิบัติ
8.) กสิณสีขาว คือการเพ่งวัตถุสีขาว เช่น กระดาษสีขาว ที่เป็นวงกลม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณเท่ากับ ความยาวของใบหน้าของผู้ปฏิบัติ
9.) กสิณแสงสว่าง คือการเพ่งแสงสว่างที่ลอดช่องหลังคาลงมากระทบพื้น หรือฝาผนังเป็นวงกลม หรืออาจจะประยุกต์ใช้แสงอย่างอื่นก็ได้ โดยทำความรู้สึกถึงความสว่าง ไม่ใช่เพ่งที่สีของแสงนั้น
10.) อากาสกสิณ (ช่องว่าง) คือการเพ่งช่องว่างต่างๆ เช่น ช่องว่างในกรอบหน้าต่าง ประตู
อสุภะ 10
คือการเพ่งซากศพชนิดต่างๆ มีข้อดีคือ ภาพจะติดตาได้ง่ายมาก และจะได้เตือนใจถึงความตายที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ประกอบด้วย
1.) ศพขึ้นอืด
2.) ศพที่เปลี่ยนสภาพเป็นสีเขียวคล้ำปนกับสีอื่นๆ
3.) ศพที่มีน้ำเหลืองไหลเยิ้ม
4.) ศพที่ขาดเป็น 2 ท่อน
5.) ศพที่ถูกสัตว์กัดกินแล้ว
6.) ศพที่ขาดกระจุยกระจาย มือ เท้า ศีรษะแยกขาดไปอยู่ข้างๆ
7.) ศพที่ถูกสับเป็นท่อนๆ กระจัดกระจาย
8.) ศพที่มีเลือดอาบ
9.) ศพที่ถูกหนอนชอนไชเต็มไปหมด
10.) ศพที่เหลือแต่กระดูก
อนุสติ 10 ประกอบด้วย
1.) พุทธานุสติ คือการระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า ด้วยความรู้สึกเลื่อมใส ศรัทธา
2.) ธัมมานุสติ คือการระลึกถึงคุณของพระธรรม ด้วยความรู้สึกเลื่อมใส ศรัทธา
3.) สังฆานุสติ คือการระลึกถึงคุณของพระอริยสงฆ์ ด้วยความรู้สึกเลื่อมใส ศรัทธา
4.) สีลานุสติ คือการระลึกถึงความบริสุทธิ์ของศีลของตนเอง ด้วยความอิ่มเอิบใจ พร้อมด้วยการพิจารณาถึงอานิสงส์ต่างๆ ที่จะได้รับจากความบริสุทธิ์ของศีลนั้น
5.) จาคานุสติ คือการระลึกถึงการให้ทานที่ตนได้ทำไปแล้ว ด้วยความอิ่มเอิบใจ พร้อมด้วยการพิจารณาถึงอานิสงส์ต่างๆ ที่จะได้รับจากการให้ทานนั้น
6.) เทวตานุสติ คือการพิจารณาถึงบุญกุศลต่างๆ ที่ทำให้เกิดเป็นเทวดา แล้วระลึกถึงบุญกุศลต่างๆ ที่ตนได้ทำไว้แล้ว อันจะส่งผลให้ได้เกิดเป็นเทวดา
7.) มรณานุสติ คือการระลึกถึงความตายที่ต้องมีขึ้นเป็นธรรมดา โดยไม่รู้ว่าจะช้าหรือเร็วเท่าใด จะได้ไม่ประมาทในการรีบทำบุญกุศลต่างๆ รวมทั้งมีความเพียรในการทำกรรมฐาน คือสมาธิ และวิปัสสนา เพื่อให้พร้อมสำหรับความตาย
8.) กายคตาสติ คือการพิจารณาถึงร่างกายว่าประกอบไปด้วยส่วนต่างๆ เช่น ผม, ขน, เล็บ, ฟัน, หนัง, เนื้อ, เอ็น, กระดูก ฯลฯ เต็มไปด้วยของไม่สะอาด น่าเกลียด ไม่สวยงาม เป็นที่เกิดของโรคนานาชนิด ไม่น่ารักน่าใคร่ เพื่อไม่ให้ลุ่มหลงมัวเมาในกาย
9.) อานาปานสติ คือการเพ่งลมหายใจเข้าออก
10.) อุปสมานุสติ คือการระลึกถึงคุณของพระนิพพาน
อัปปมัญญา 4 คือ การแผ่ความรู้สึกออกไปโดยไม่มีประมาณ ประกอบด้วย
1.) เมตตา คือความปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุข
2.) กรุณา คือความปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นจากความทุกข์
3.) มุทิตา คือความยินดีที่ผู้อื่นมีความสุข
4.) อุเบกขา คือความรู้สึกที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นในความสุขความทุกข์ของผู้อื่น เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม จึงทำลายความยินดียินร้าย ความชอบความชังลงได้ วางจิตให้เป็นกลาง ไม่ฟูไม่แฟบ ไม่กระเพื่อมหวั่นไหว สงบนิ่งอยู่
อื่นๆ อีก 2 อย่างคือ
1.) อาหาเรปฏิกูลสัญญา คือการพิจารณาถึงความเป็นปฏิกูล น่ารังเกียจ ของอาหารที่รับประทานเข้าไป พิจารณาถึงการแปรสภาพของอาหาร ตั้งแต่ถูกเคี้ยว คลุกเคล้ากับน้ำลายอยู่ในปาก ผ่านไปยังกระเพาะ ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ จนกระทั่งออกมาจากร่างกายอีกครั้ง ด้วยสภาพที่บูดเน่า น่ารังเกียจ เพื่อประโยชน์ในการไม่ติดในรสอาหาร รวมถึงป้องกันกิเลสตัวอื่นๆ ที่จะเกิดจากอาหาร
2.) จตุธาตุววัฏฐาน คือการพิจารณาร่างกายของตนว่าเป็นเพียงธาตุ 4 คือ ดิน, น้ำ, ไฟ, ลม เท่านั้น ปราศจากความเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา เพื่อขจัดความยึดมั่นถือมั่น
อรูปสมาบัติ 4 คือ การใช้สิ่งที่ไม่ใช่รูปธรรมเป็นเครื่องยึดจิต เป็นสมาธิขั้นสูงกว่าขั้นที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด (ซึ่งเป็นรูปสมาบัติ) ประกอบด้วย
1.) อากาสานัญจายตนะ คือการเพ่งช่องว่างที่กว้างใหญ่หาที่สุดไม่ได้ ซึ่งเกิดจากการเพิกรูปธรรม (เช่น นิมิตต่างๆ ที่ใช้ยึดจิตในรูปสมาบัติ) ออกไป ในชั้นอรูปสมาบัตินี้ จะพ้นจากความยินดีพอใจในรูปธรรมทั้งปวง ยินดีพอใจเฉพาะในนามธรรมเท่านั้น
2.) วิญญาณัญจายตนะ คือการเพ่ง หรือทำความรู้สึกไปที่วิญญาณหรือจิต ที่แผ่ออกไปรับรู้ความรู้สึกในช่องว่างที่กว้างใหญ่ไพศาลในขั้นอากาสานัญจายตนะนั้น จิตจะละเอียด ประณีตกว่าอากาสานัญจายตนะ
3.) อากิญจัญญายตนะ คือการทำความรู้สึกถึงความไม่มีอะไรเลย หลังจากเพิกวิญญาณัญจายตนะออกไป จิตจึงละเอียดประณีตขึ้นไปอีก
4.) เนวสัญญานาสัญญายตนะ คือความรู้สึกที่เหลืออยู่น้อยมาก จนแทบไม่รู้สึกตัวเลย หลังจากเพิกความรู้สึกในอากิญจัญญายตนะออกไป เป็นจิตที่ละเอียด ประณีตที่สุดที่ปุถุชน โสดาบัน และสกทาคามีบุคคลจะทำได้
(อนาคามีบุคคล และพระอรหันต์จะทำได้ถึงขั้นหมดความรู้สึกตัวอย่างสิ้นเชิง ที่เรียกว่านิโรธสมาบัติ หรือสัญญาเวทยิตนิโรธ
กสิณ 10 ประกอบด้วย
1.) กสิณดิน คือการเพ่งดินที่นำมาปั้นเป็นวงกลม(แบน) เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณเท่ากับ ความยาวของใบหน้าของผู้ปฏิบัติ โดยทำความรู้สึกถึงความแข็งของดิน ไม่ใช่เพ่งที่สีของดินนั้น เพราะจะกลายเป็นกสิณสีต่างๆ แทน
2.) กสิณน้ำ คือการเพ่งน้ำที่บรรจุในภาชนะปากกลม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณเท่ากับ ความยาวของใบหน้าของผู้ปฏิบัติ
3.) กสิณไฟ คือการเพ่งเปลวไฟผ่านช่องที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณเท่ากับ ความยาวของใบหน้าของผู้ปฏิบัติ โดยทำความรู้สึกถึงความร้อนของไฟ
4.) กสิณลม คือการเพ่งอาการเคลื่อนไหวของใบไม้ กิ่งไม้ที่ถูกลมพัด
5.) กสิณสีเขียว คือการเพ่งวัตถุสีเขียว เช่น กระดาษสีเขียว ที่เป็นวงกลม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณเท่ากับ ความยาวของใบหน้าของผู้ปฏิบัติ โดยทำความรู้สึกถึงสีเขียวที่ปรากฏ
6.) กสิณสีเหลือง คือการเพ่งวัตถุสีเหลือง เช่น กระดาษสีเหลือง ที่เป็นวงกลม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณเท่ากับ ความยาวของใบหน้าของผู้ปฏิบัติ
7.) กสิณสีแดง คือการเพ่งวัตถุสีแดง เช่น กระดาษสีแดง ที่เป็นวงกลม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณเท่ากับ ความยาวของใบหน้าของผู้ปฏิบัติ
8.) กสิณสีขาว คือการเพ่งวัตถุสีขาว เช่น กระดาษสีขาว ที่เป็นวงกลม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณเท่ากับ ความยาวของใบหน้าของผู้ปฏิบัติ
9.) กสิณแสงสว่าง คือการเพ่งแสงสว่างที่ลอดช่องหลังคาลงมากระทบพื้น หรือฝาผนังเป็นวงกลม หรืออาจจะประยุกต์ใช้แสงอย่างอื่นก็ได้ โดยทำความรู้สึกถึงความสว่าง ไม่ใช่เพ่งที่สีของแสงนั้น
10.) อากาสกสิณ (ช่องว่าง) คือการเพ่งช่องว่างต่างๆ เช่น ช่องว่างในกรอบหน้าต่าง ประตู
อสุภะ 10
คือการเพ่งซากศพชนิดต่างๆ มีข้อดีคือ ภาพจะติดตาได้ง่ายมาก และจะได้เตือนใจถึงความตายที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ประกอบด้วย
1.) ศพขึ้นอืด
2.) ศพที่เปลี่ยนสภาพเป็นสีเขียวคล้ำปนกับสีอื่นๆ
3.) ศพที่มีน้ำเหลืองไหลเยิ้ม
4.) ศพที่ขาดเป็น 2 ท่อน
5.) ศพที่ถูกสัตว์กัดกินแล้ว
6.) ศพที่ขาดกระจุยกระจาย มือ เท้า ศีรษะแยกขาดไปอยู่ข้างๆ
7.) ศพที่ถูกสับเป็นท่อนๆ กระจัดกระจาย
8.) ศพที่มีเลือดอาบ
9.) ศพที่ถูกหนอนชอนไชเต็มไปหมด
10.) ศพที่เหลือแต่กระดูก
อนุสติ 10 ประกอบด้วย
1.) พุทธานุสติ คือการระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า ด้วยความรู้สึกเลื่อมใส ศรัทธา
2.) ธัมมานุสติ คือการระลึกถึงคุณของพระธรรม ด้วยความรู้สึกเลื่อมใส ศรัทธา
3.) สังฆานุสติ คือการระลึกถึงคุณของพระอริยสงฆ์ ด้วยความรู้สึกเลื่อมใส ศรัทธา
4.) สีลานุสติ คือการระลึกถึงความบริสุทธิ์ของศีลของตนเอง ด้วยความอิ่มเอิบใจ พร้อมด้วยการพิจารณาถึงอานิสงส์ต่างๆ ที่จะได้รับจากความบริสุทธิ์ของศีลนั้น
5.) จาคานุสติ คือการระลึกถึงการให้ทานที่ตนได้ทำไปแล้ว ด้วยความอิ่มเอิบใจ พร้อมด้วยการพิจารณาถึงอานิสงส์ต่างๆ ที่จะได้รับจากการให้ทานนั้น
6.) เทวตานุสติ คือการพิจารณาถึงบุญกุศลต่างๆ ที่ทำให้เกิดเป็นเทวดา แล้วระลึกถึงบุญกุศลต่างๆ ที่ตนได้ทำไว้แล้ว อันจะส่งผลให้ได้เกิดเป็นเทวดา
7.) มรณานุสติ คือการระลึกถึงความตายที่ต้องมีขึ้นเป็นธรรมดา โดยไม่รู้ว่าจะช้าหรือเร็วเท่าใด จะได้ไม่ประมาทในการรีบทำบุญกุศลต่างๆ รวมทั้งมีความเพียรในการทำกรรมฐาน คือสมาธิ และวิปัสสนา เพื่อให้พร้อมสำหรับความตาย
8.) กายคตาสติ คือการพิจารณาถึงร่างกายว่าประกอบไปด้วยส่วนต่างๆ เช่น ผม, ขน, เล็บ, ฟัน, หนัง, เนื้อ, เอ็น, กระดูก ฯลฯ เต็มไปด้วยของไม่สะอาด น่าเกลียด ไม่สวยงาม เป็นที่เกิดของโรคนานาชนิด ไม่น่ารักน่าใคร่ เพื่อไม่ให้ลุ่มหลงมัวเมาในกาย
9.) อานาปานสติ คือการเพ่งลมหายใจเข้าออก
10.) อุปสมานุสติ คือการระลึกถึงคุณของพระนิพพาน
อัปปมัญญา 4 คือ การแผ่ความรู้สึกออกไปโดยไม่มีประมาณ ประกอบด้วย
1.) เมตตา คือความปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุข
2.) กรุณา คือความปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นจากความทุกข์
3.) มุทิตา คือความยินดีที่ผู้อื่นมีความสุข
4.) อุเบกขา คือความรู้สึกที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นในความสุขความทุกข์ของผู้อื่น เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม จึงทำลายความยินดียินร้าย ความชอบความชังลงได้ วางจิตให้เป็นกลาง ไม่ฟูไม่แฟบ ไม่กระเพื่อมหวั่นไหว สงบนิ่งอยู่
อื่นๆ อีก 2 อย่างคือ
1.) อาหาเรปฏิกูลสัญญา คือการพิจารณาถึงความเป็นปฏิกูล น่ารังเกียจ ของอาหารที่รับประทานเข้าไป พิจารณาถึงการแปรสภาพของอาหาร ตั้งแต่ถูกเคี้ยว คลุกเคล้ากับน้ำลายอยู่ในปาก ผ่านไปยังกระเพาะ ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ จนกระทั่งออกมาจากร่างกายอีกครั้ง ด้วยสภาพที่บูดเน่า น่ารังเกียจ เพื่อประโยชน์ในการไม่ติดในรสอาหาร รวมถึงป้องกันกิเลสตัวอื่นๆ ที่จะเกิดจากอาหาร
2.) จตุธาตุววัฏฐาน คือการพิจารณาร่างกายของตนว่าเป็นเพียงธาตุ 4 คือ ดิน, น้ำ, ไฟ, ลม เท่านั้น ปราศจากความเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา เพื่อขจัดความยึดมั่นถือมั่น
อรูปสมาบัติ 4 คือ การใช้สิ่งที่ไม่ใช่รูปธรรมเป็นเครื่องยึดจิต เป็นสมาธิขั้นสูงกว่าขั้นที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด (ซึ่งเป็นรูปสมาบัติ) ประกอบด้วย
1.) อากาสานัญจายตนะ คือการเพ่งช่องว่างที่กว้างใหญ่หาที่สุดไม่ได้ ซึ่งเกิดจากการเพิกรูปธรรม (เช่น นิมิตต่างๆ ที่ใช้ยึดจิตในรูปสมาบัติ) ออกไป ในชั้นอรูปสมาบัตินี้ จะพ้นจากความยินดีพอใจในรูปธรรมทั้งปวง ยินดีพอใจเฉพาะในนามธรรมเท่านั้น
2.) วิญญาณัญจายตนะ คือการเพ่ง หรือทำความรู้สึกไปที่วิญญาณหรือจิต ที่แผ่ออกไปรับรู้ความรู้สึกในช่องว่างที่กว้างใหญ่ไพศาลในขั้นอากาสานัญจายตนะนั้น จิตจะละเอียด ประณีตกว่าอากาสานัญจายตนะ
3.) อากิญจัญญายตนะ คือการทำความรู้สึกถึงความไม่มีอะไรเลย หลังจากเพิกวิญญาณัญจายตนะออกไป จิตจึงละเอียดประณีตขึ้นไปอีก
4.) เนวสัญญานาสัญญายตนะ คือความรู้สึกที่เหลืออยู่น้อยมาก จนแทบไม่รู้สึกตัวเลย หลังจากเพิกความรู้สึกในอากิญจัญญายตนะออกไป เป็นจิตที่ละเอียด ประณีตที่สุดที่ปุถุชน โสดาบัน และสกทาคามีบุคคลจะทำได้
(อนาคามีบุคคล และพระอรหันต์จะทำได้ถึงขั้นหมดความรู้สึกตัวอย่างสิ้นเชิง ที่เรียกว่านิโรธสมาบัติ หรือสัญญาเวทยิตนิโรธ
วันอังคารที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2553
สู้ “มะเร็ง”ด้วยแพทย์ทางเลือก
เมื่อกล่าวถึง “มะเร็ง” หลายคนที่รับรู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็งต่างหมดสิ้นความหวังในชีวิตไปตามๆ กัน เพราะเป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆ ของคนไทย ซึ่งมะเร็งที่พบบ่อยนั้น หากแยกเป็นเพศชาย จะได้แก่ มะเร็งปอด มะเร็งตับ ส่วนที่พบบ่อยในเพศหญิง คือ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ เป็นต้น
ทั้งนี้ เมื่อไม่นานมานี้เอง กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ได้มีการระดมความคิดเห็นในเรื่องของการสร้างองค์ความรู้ใหม่ในการรักษาโรคมะเร็งด้วยการใช้ “ศาสตร์การแพทย์ทางเลือก”
**แผนปัจจุบัน ไม่ใช่ทางออกเสมอไป
นพ.ฉัตรชัย ศรีบัณฑิต ให้ความเห็นไว้ว่า การรักษาโรคมะเร็งในแนวทางของแพทย์แผนปัจจุบันตอนนี้จะเน้นไปที่การใช้เคมีบำบัดเพื่อต่อสู้กับโรคมะเร็ง แต่ปัญหาก็คือ การฉายแสงด้วยเคมีนั้นมีผลข้างเคียง ทำให้ภูมิคุ้มกันต่างๆ ในร่างกายตกลงไป ถึงแม้จะได้ผลในการรักษาระยะแรกๆ ที่ทำให้ก้อนเนื้อร้ายยุบลง แต่ไม่นานเนื้อร้ายก็จะกลับขึ้นมาใหม่ ซึ่งสาเหตุหนึ่งที่มะเร็งกลับมาคือ การได้รับผลข้าง
เคียงจากการรับเคมีบำบัด นอกจากมีผลต่อการสร้างภูมิคุ้มกันแล้วนั้นยังไม่สามารถต่อต้านเชื้อโรค ที่เกิดจากการกลายพันธุ์อย่างมะเร็งได้จนถึงที่สุด
ฉะนั้นบทบาทของแพทย์ทางเลือกจึงมีสูงเพื่อการรักษาเสริมร่วมกับการรักษาจากแผนปัจจุบัน และจะเป็นผลดีอย่างมากในกรณีที่การรักษามะเร็งนั้นไม่สนองตอบการรักษาโดยเคมีบำบัดหรือการฉายแสง ซึ่งตอนนี้ก็มีอยู่มาก เช่น มะเร็งปอด เป็นต้น
“มะเร็งบางตัวไม่ตอบสนองต่อการใช้วิธีการเคมีบำบัดซึ่งให้ผลการรักษาที่ต่ำ ทำให้คนไข้อาการทรุดทุกราย หากเรามาใช้การแพทย์ทางเลือกคุณภาพชีวิตจะดีกว่า อัตราการอยู่รอดหรือการยืดอายุที่เรียกว่า อัตราการรอด 5 ปีของมะเร็งชนิดที่ไม่ตอบสนองด้วยเคมีนั้นการใช้วิธีการแพทย์ทางเลือกอัตราการรอด 5 ปีจะสูงกว่า ทำให้ยืดระยะเวลา ความสูญเสียน้อย การดูแลรักษาง่ายกว่า เพราะการรักษามะเร็งต้องบูรณาการ คือจะยึดมั่นอยู่กับแนวความคิดเดียวไม่ได้ เนื่องจากมะเร็งตอบสนองกับวิธีการรักษาไม่เหมือนกัน หากชนิดไหนตอบสนองกับเคมีดีๆ ให้เคมีไปแล้วก็ไม่ใช่ว่าเรื่องจะจบ แต่อัตราการกลับมาของมะเร็งก็สูงไปด้วย เพราะว่าการรักษาเองนั้นเป็นตัวก่อมะเร็งเสียเอง คือฆ่ามะเร็งในระยะต้นแต่ไปก่อมะเร็งในระยะถัดมา”
นพ.ฉัตรชัยอธิบายเสริมด้วยว่า วิธีการของแพทย์ทางเลือกนั้นมีอยู่หลายแนวทาง อาทิ การใช้ออกซิเจนบำบัด (Oxidation Theraphy) คือการเพิ่มโมเลกุลออกซิเจนเข้าไปในร่างกาย มีผลทำให้ระดับออกซิเจนในเลือดสูงขึ้นทำให้เลือด มีความสามารถในการทำลายเชื้อโรคสูงขึ้น เพิ่มการกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้กลับมาปกติ เพิ่มระดับความทนทานให้แก่ร่างกายต่อการใช้เคมีบำบัด
นอกจากนี้อีกวิธีคือ การรักษาด้วยโอโซน (Ozone Theraphy) เป็นการนำเลือดของผู้ป่วยผสมเข้ากับโอโซนหรือออกซิเจนจากภายนอก แล้วฉีดคืนสู่ร่างกายซึ่งได้พิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้วว่า โอโซนช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนสำหรับการหายใจของเซลล์ ซึ่งมีผลต่อการกักบริเวณมะเร็ง
**กินอาหารถูกต้องป้องกันมะเร็งได้
สำหรับวิธีการที่จะช่วยป้องกันการเกิดสารก่อมะเร็งนั้น นพ.ฉัตรชัยแนะนำว่า 70% ของการเกิดมะเร็งสามารถป้องกันได้ แนวทางง่ายๆ คือการรับประทานผักสีเขียว เช่น บรอกโคลี ซึ่งจะมีสารสีเขียว(Chlorophylin)อยู่มากและเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นดี โดยผักสีเขียวสามารถป้องกันมะเร็งได้ถึง 50% อีกทั้งช่วยยับยั้งการกลายพันธุ์ของเซลล์ได้ถึง 90% และสารก่อมะเร็งกว่า 50 ชนิดที่ปนเปื้อนอยู่ในอาหารจะถูกจัดการไว้โดยสารสีเขียวนี้เอง
ส่วนการรักษามะเร็งโดย การใช้อาหารบำบัด (Gerson Theraphy) นพ.สำราญ อาบสุวรรณ ผู้เชี่ยวชาญในการรักษาแนวอาหารบำบัด และยังเป็นผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ใช้แนวทางนี้รักษาอยู่อธิบายว่า การรักษามีหลักสำคัญอยู่ 4 ข้อ ได้แก่
1. การดึงจิตใจขึ้นมาในการรักษาโรคคือ เราต้องมีจิตใจที่เข้มแข็ง ไม่ย่อท้อต่อการรักษา 2. การใช้อาหารบำบัด 3. การทำดีทอกซ์ (Detox) ด้วยกาแฟ และสุดท้าย การใช้น้ำผัก ผลไม้บำบัด
ทั้งนี้ หลักการอาหารบำบัดมีสิ่งต้องห้ามในการรับประทานคือ เนื้อสัตว์ทุกชนิด ผลเบอรีทุกชนิด แตงกวา เกลือ สับปะรด ไขมัน ปลา ไข่ เห็ด ของหมักดอง นมและผลิตภัณฑ์อะโวคาโด น้ำตาลทรายขาว แป้งขัดขาว อาหารสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง ชาจีน กาแฟ แอลกอฮอล์ และหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ การใช้เครื่องครัวอะลูมิเนียม ยาสีฟันมีฟลูออไรด์ ยาทาเล็บ ยาล้างเล็บ สเปรย์แต่งผม น้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำยาดับกลิ่น ยาฆ่าแมลง น้ำหอม ซึ่งเมื่อคิดจะใช้แนวทางนี้รักษาเพื่อให้ได้ผลตามที่ต้องการก็ต้อง ลด ละ เลิก สิ่งเหล่านี้ให้หมด การปฏิบัตินั้นจึงต้องทำด้วยความตั้งใจจริง
สำหรับอาหารที่รับประทานควรจะประกอบด้วยข้าวกล้อง ธัญพืชไม่ขัดสี ผัก ผลไม้ หรือทำซุป ไม่ใช้เกลือ ไขมัน น้ำมัน เนื้อสัตว์ นมหรือผลิตภัณฑ์ ไม่กินอาหารกระป๋อง หรืออาหารแช่แข็ง อาหารสำเร็จรูป ส่วนผลไม้แห้งกินได้บ้างอาหารเสริม โพแทสเซียมน้ำ ,สารละลายลูกอล ( ไอโอดีน) ,วิตามิน บี 12 สารสกัดจากตับสด, ฮอร์โมนไทรอยด์, เอนไซม์แพนครีเอตินแบบไม่เคลือบ , แลทริล ,โคเอนไซม์คิวเท็น, ไนอาซิน วิตามิน 3 และ เอซิดอลเปปซิน และดื่มน้ำผักผลไม้คั้นสดให้ได้วันละ 13 แก้ว
** ‘สวนลำไส้ล้างพิษ’ อีกวิธีลดการเกิดมะเร็ง
นอกจากการรับประทานอาหารอย่างเคร่งครัดแล้วนั้น นพ.สำราญ กล่าวเสริมอีกว่า ต้องเพิ่มกระบวนการ สวนลำไส้ล้างพิษ(Detox) ด้วยกาแฟเข้าไปด้วย โดยจะทำทุก 4 ชั่วโมงต่อวันและสวนด้วยน้ำมันละหุ่งวันเว้นวันควบคู่ไปด้วย เว้นแต่ผู้ป่วยที่เคยรับการรักษาด้วยการใช้เคมีบำบัดไม่ต้องใช้น้ำมันละหุ่งสวนล้างลำไส้
ทั้งนี้ การสวนล้างลำไส้ด้วยกาแฟ ทำได้ง่ายและสามารถทำเองที่บ้านได้ “ประโยชน์คือ ชำระอุจจาระที่ตกค้างในลำไส้ ที่สำคัญคือ ฤทธิ์กาแฟจะซึมเข้าทางผนังลำไส้ เส้นเลือดและตับ ซึ่งช่วยให้ตับซึ่งทำหน้าที่กรองของเสียให้ร่างกาย สะอาด และกลับมาทำงานได้ดีขึ้น และหากทำตามแนวทางการรักษานี้ทั้งการรับประทานอาหารและการสวนลำไส้ด้วยกาแฟอย่างเคร่งครัดภายใน 3 เดือนก้อนเนื้อร้ายจะยุบลง และภายใน 2 ปี จะกลับมาเป็นปกติ อัตราการรอด 5 ปีจะสูงถึง 42%” นพ.สำราญให้ข้อมูล
.อย่างไรก็ตาม ถึงตรงนี้ คำถามที่อยากให้ถามตัวเองก่อนก็คือ ก่อนที่มะเร็งจะเข้ามาอยู่ในตัวของเรานั้น เราเองได้ระวังป้องกันมากน้อยแค่ไหน เพราะสิ่งต่างๆ ที่เราดำรงชีวิตอยู่ทุกวันนี้ล้วนแล้วแต่ก่อความเสี่ยงขึ้นทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นสาเหตุจากอาหารการกินต่างๆ การเผชิญกับมลพิษทางอากาศ การได้รับสารเคมีโดยตรง หรือการสูบบุหรี่ เป็นต้น
คัดจาก : ManagerOnline, 13 ธ.ค. 2550
ทั้งนี้ เมื่อไม่นานมานี้เอง กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ได้มีการระดมความคิดเห็นในเรื่องของการสร้างองค์ความรู้ใหม่ในการรักษาโรคมะเร็งด้วยการใช้ “ศาสตร์การแพทย์ทางเลือก”
**แผนปัจจุบัน ไม่ใช่ทางออกเสมอไป
นพ.ฉัตรชัย ศรีบัณฑิต ให้ความเห็นไว้ว่า การรักษาโรคมะเร็งในแนวทางของแพทย์แผนปัจจุบันตอนนี้จะเน้นไปที่การใช้เคมีบำบัดเพื่อต่อสู้กับโรคมะเร็ง แต่ปัญหาก็คือ การฉายแสงด้วยเคมีนั้นมีผลข้างเคียง ทำให้ภูมิคุ้มกันต่างๆ ในร่างกายตกลงไป ถึงแม้จะได้ผลในการรักษาระยะแรกๆ ที่ทำให้ก้อนเนื้อร้ายยุบลง แต่ไม่นานเนื้อร้ายก็จะกลับขึ้นมาใหม่ ซึ่งสาเหตุหนึ่งที่มะเร็งกลับมาคือ การได้รับผลข้าง
เคียงจากการรับเคมีบำบัด นอกจากมีผลต่อการสร้างภูมิคุ้มกันแล้วนั้นยังไม่สามารถต่อต้านเชื้อโรค ที่เกิดจากการกลายพันธุ์อย่างมะเร็งได้จนถึงที่สุด
ฉะนั้นบทบาทของแพทย์ทางเลือกจึงมีสูงเพื่อการรักษาเสริมร่วมกับการรักษาจากแผนปัจจุบัน และจะเป็นผลดีอย่างมากในกรณีที่การรักษามะเร็งนั้นไม่สนองตอบการรักษาโดยเคมีบำบัดหรือการฉายแสง ซึ่งตอนนี้ก็มีอยู่มาก เช่น มะเร็งปอด เป็นต้น
“มะเร็งบางตัวไม่ตอบสนองต่อการใช้วิธีการเคมีบำบัดซึ่งให้ผลการรักษาที่ต่ำ ทำให้คนไข้อาการทรุดทุกราย หากเรามาใช้การแพทย์ทางเลือกคุณภาพชีวิตจะดีกว่า อัตราการอยู่รอดหรือการยืดอายุที่เรียกว่า อัตราการรอด 5 ปีของมะเร็งชนิดที่ไม่ตอบสนองด้วยเคมีนั้นการใช้วิธีการแพทย์ทางเลือกอัตราการรอด 5 ปีจะสูงกว่า ทำให้ยืดระยะเวลา ความสูญเสียน้อย การดูแลรักษาง่ายกว่า เพราะการรักษามะเร็งต้องบูรณาการ คือจะยึดมั่นอยู่กับแนวความคิดเดียวไม่ได้ เนื่องจากมะเร็งตอบสนองกับวิธีการรักษาไม่เหมือนกัน หากชนิดไหนตอบสนองกับเคมีดีๆ ให้เคมีไปแล้วก็ไม่ใช่ว่าเรื่องจะจบ แต่อัตราการกลับมาของมะเร็งก็สูงไปด้วย เพราะว่าการรักษาเองนั้นเป็นตัวก่อมะเร็งเสียเอง คือฆ่ามะเร็งในระยะต้นแต่ไปก่อมะเร็งในระยะถัดมา”
นพ.ฉัตรชัยอธิบายเสริมด้วยว่า วิธีการของแพทย์ทางเลือกนั้นมีอยู่หลายแนวทาง อาทิ การใช้ออกซิเจนบำบัด (Oxidation Theraphy) คือการเพิ่มโมเลกุลออกซิเจนเข้าไปในร่างกาย มีผลทำให้ระดับออกซิเจนในเลือดสูงขึ้นทำให้เลือด มีความสามารถในการทำลายเชื้อโรคสูงขึ้น เพิ่มการกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้กลับมาปกติ เพิ่มระดับความทนทานให้แก่ร่างกายต่อการใช้เคมีบำบัด
นอกจากนี้อีกวิธีคือ การรักษาด้วยโอโซน (Ozone Theraphy) เป็นการนำเลือดของผู้ป่วยผสมเข้ากับโอโซนหรือออกซิเจนจากภายนอก แล้วฉีดคืนสู่ร่างกายซึ่งได้พิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้วว่า โอโซนช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนสำหรับการหายใจของเซลล์ ซึ่งมีผลต่อการกักบริเวณมะเร็ง
**กินอาหารถูกต้องป้องกันมะเร็งได้
สำหรับวิธีการที่จะช่วยป้องกันการเกิดสารก่อมะเร็งนั้น นพ.ฉัตรชัยแนะนำว่า 70% ของการเกิดมะเร็งสามารถป้องกันได้ แนวทางง่ายๆ คือการรับประทานผักสีเขียว เช่น บรอกโคลี ซึ่งจะมีสารสีเขียว(Chlorophylin)อยู่มากและเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นดี โดยผักสีเขียวสามารถป้องกันมะเร็งได้ถึง 50% อีกทั้งช่วยยับยั้งการกลายพันธุ์ของเซลล์ได้ถึง 90% และสารก่อมะเร็งกว่า 50 ชนิดที่ปนเปื้อนอยู่ในอาหารจะถูกจัดการไว้โดยสารสีเขียวนี้เอง
ส่วนการรักษามะเร็งโดย การใช้อาหารบำบัด (Gerson Theraphy) นพ.สำราญ อาบสุวรรณ ผู้เชี่ยวชาญในการรักษาแนวอาหารบำบัด และยังเป็นผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ใช้แนวทางนี้รักษาอยู่อธิบายว่า การรักษามีหลักสำคัญอยู่ 4 ข้อ ได้แก่
1. การดึงจิตใจขึ้นมาในการรักษาโรคคือ เราต้องมีจิตใจที่เข้มแข็ง ไม่ย่อท้อต่อการรักษา 2. การใช้อาหารบำบัด 3. การทำดีทอกซ์ (Detox) ด้วยกาแฟ และสุดท้าย การใช้น้ำผัก ผลไม้บำบัด
ทั้งนี้ หลักการอาหารบำบัดมีสิ่งต้องห้ามในการรับประทานคือ เนื้อสัตว์ทุกชนิด ผลเบอรีทุกชนิด แตงกวา เกลือ สับปะรด ไขมัน ปลา ไข่ เห็ด ของหมักดอง นมและผลิตภัณฑ์อะโวคาโด น้ำตาลทรายขาว แป้งขัดขาว อาหารสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง ชาจีน กาแฟ แอลกอฮอล์ และหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ การใช้เครื่องครัวอะลูมิเนียม ยาสีฟันมีฟลูออไรด์ ยาทาเล็บ ยาล้างเล็บ สเปรย์แต่งผม น้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำยาดับกลิ่น ยาฆ่าแมลง น้ำหอม ซึ่งเมื่อคิดจะใช้แนวทางนี้รักษาเพื่อให้ได้ผลตามที่ต้องการก็ต้อง ลด ละ เลิก สิ่งเหล่านี้ให้หมด การปฏิบัตินั้นจึงต้องทำด้วยความตั้งใจจริง
สำหรับอาหารที่รับประทานควรจะประกอบด้วยข้าวกล้อง ธัญพืชไม่ขัดสี ผัก ผลไม้ หรือทำซุป ไม่ใช้เกลือ ไขมัน น้ำมัน เนื้อสัตว์ นมหรือผลิตภัณฑ์ ไม่กินอาหารกระป๋อง หรืออาหารแช่แข็ง อาหารสำเร็จรูป ส่วนผลไม้แห้งกินได้บ้างอาหารเสริม โพแทสเซียมน้ำ ,สารละลายลูกอล ( ไอโอดีน) ,วิตามิน บี 12 สารสกัดจากตับสด, ฮอร์โมนไทรอยด์, เอนไซม์แพนครีเอตินแบบไม่เคลือบ , แลทริล ,โคเอนไซม์คิวเท็น, ไนอาซิน วิตามิน 3 และ เอซิดอลเปปซิน และดื่มน้ำผักผลไม้คั้นสดให้ได้วันละ 13 แก้ว
** ‘สวนลำไส้ล้างพิษ’ อีกวิธีลดการเกิดมะเร็ง
นอกจากการรับประทานอาหารอย่างเคร่งครัดแล้วนั้น นพ.สำราญ กล่าวเสริมอีกว่า ต้องเพิ่มกระบวนการ สวนลำไส้ล้างพิษ(Detox) ด้วยกาแฟเข้าไปด้วย โดยจะทำทุก 4 ชั่วโมงต่อวันและสวนด้วยน้ำมันละหุ่งวันเว้นวันควบคู่ไปด้วย เว้นแต่ผู้ป่วยที่เคยรับการรักษาด้วยการใช้เคมีบำบัดไม่ต้องใช้น้ำมันละหุ่งสวนล้างลำไส้
ทั้งนี้ การสวนล้างลำไส้ด้วยกาแฟ ทำได้ง่ายและสามารถทำเองที่บ้านได้ “ประโยชน์คือ ชำระอุจจาระที่ตกค้างในลำไส้ ที่สำคัญคือ ฤทธิ์กาแฟจะซึมเข้าทางผนังลำไส้ เส้นเลือดและตับ ซึ่งช่วยให้ตับซึ่งทำหน้าที่กรองของเสียให้ร่างกาย สะอาด และกลับมาทำงานได้ดีขึ้น และหากทำตามแนวทางการรักษานี้ทั้งการรับประทานอาหารและการสวนลำไส้ด้วยกาแฟอย่างเคร่งครัดภายใน 3 เดือนก้อนเนื้อร้ายจะยุบลง และภายใน 2 ปี จะกลับมาเป็นปกติ อัตราการรอด 5 ปีจะสูงถึง 42%” นพ.สำราญให้ข้อมูล
.อย่างไรก็ตาม ถึงตรงนี้ คำถามที่อยากให้ถามตัวเองก่อนก็คือ ก่อนที่มะเร็งจะเข้ามาอยู่ในตัวของเรานั้น เราเองได้ระวังป้องกันมากน้อยแค่ไหน เพราะสิ่งต่างๆ ที่เราดำรงชีวิตอยู่ทุกวันนี้ล้วนแล้วแต่ก่อความเสี่ยงขึ้นทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นสาเหตุจากอาหารการกินต่างๆ การเผชิญกับมลพิษทางอากาศ การได้รับสารเคมีโดยตรง หรือการสูบบุหรี่ เป็นต้น
คัดจาก : ManagerOnline, 13 ธ.ค. 2550
วันพฤหัสบดีที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2553
วิธีนั่งสมาธิ
วิธีนั่งสมาธิ
เริ่มต้นนั่งสมาธิ
ปล่อยวางความคิดนึกเรื่องราวต่าง ๆ ให้หมดไปจากใจทำสติจับความรู้สึกอยู่ที่กายอาการสามสิบสอง ทำความรู้สึกนึกคิดเห็นตัวเราว่าขณะนั่งอยู่อย่างไร
เรานั่งขาขวาทับขาซ้ายก็ทำความรู้ว่าเรานั่งขาขวาทับขาซ้าย เรานั่งมือขวาทับมือซ้ายก็รู้ว่าเรานั่งมือขวาทับมือซ้าย เรานั่งตัวตรงก็รู้ว่าเรานั่งตัวตรง เรานั่งหลับตาก็รู้ว่าเรานั่งหลับตา นึกรู้นึกเห็นตัวเราอยู่ตลอดเวลา
น้อมนึกเห็นใบหน้าของเราว่ามีลักษณะอย่างไร นึกเห็นตั้งแต่ศีรษะตลอดลงมาปลายเท้า นึกเห็นรอบตัวเองแล้วมาพิจารณาอยู่ที่ใบหน้า นึกเห็นคิ้วเห็นตา เห็นหูทั้งสองข้าง นึกเห็นปากเห็นคางนึกเห็นปลายจมูก นึกเห็นลมหายใจเข้า-ออก
หายใจเข้าก็นึกรู้ว่าเราหายใจเข้า หายใจออกก็รู้ว่าหายใจออก หายใจออกยาวก็รู้ว่าหายใจออกยาว หายใจเข้าสั้นและออกสั้นก็รู้ว่าขณะนี้เราหายใจเข้า-ออกสั้น ทำความรู้เท่าทันลมหายใจเข้า-ออก
ทุกลมหายใจเข้า-ออกทำความรู้อยู่ที่ปลายจมูกนึกเห็นใบหน้า เรานึกเห็นอยู่ที่ปลายจมูกทุกขณะลมหายใจเข้า-ออก กำหนดอยู่ที่สองช่องจมูก หายใจเข้านึกว่า “ พุท ” หายใจออกนึกว่า “ โธ ” จนรู้อยู่แต่ “ พุท-โธ ” ทุกลมหายใจเข้า-ออกนึกเห็นแต่ปลายจมูกสว่างเสมอไป
ระยะแรกนั้นการปฏิบัติพึงกำหนดลมหายใจเข้าออกยาว ๆ เพราะสติยังอ่อนอยู่ ขณะที่นั่งอยู่นั้นกายสงบก็ทำความรู้ว่า “ กายสงบ ” ใจสงบก็ทำความรู้ว่า “ ใจสงบ ” สงบอยู่อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ทำความรู้อยู่ตลอดเวลา สุขเกิดก็รู้ทุกข์เกิดก็รู้ไม่สุขไม่ทุกข์เกิดขึ้นก็รู้ ทำความรู้ทั้งกายใจอยู่อย่างนี้บางครั้งทุกข์กายแต่สุขใจก็มี คิดดีก็รู้ รู้แล้วเฉย คิดชั่วก็รู้ รู้แล้วเฉยอะไรที่เกิดขึ้นทุกอย่างทำความเฉยให้เกิดขึ้นตลอดเวลา ทำเฉย ๆ ให้มากเท่าไร ยิ่งดี จิตจะได้ตั้งมั่นได้รวดเร็ว อยู่นาน ๆ เข้าจิตก็เกิดสมาธิ แนบแน่นจนกายเบาจิตเบา หากพลั้งเผลอไปก็ดึงสติกลับมาตั้งไว้จุดเดิมปฏิบัติอยู่เช่นนี้จนเป็นนิสัย ลมหายใจก็จะละเอียดประณีตกายก็เบาใจก็สบาย ในช่วงนี้หากคำภาวนา “ พุท-โธ ” ได้ละไปแล้วก็ให้พิจารณาลมหายใจเข้า-ออกเพียงอย่างเดียว (คำ “ พุท-โธ ” จะหยุดรำลึกไปเองโดยธรรมชาติอย่าหวนคำรำลึกหรือทวนความรู้สึกใด ๆ ขึ้นมาอีก) เมื่อกระแสกลมกลืนกันดีแล้ว จิตจะนิ่งเป็นอิสระเป็นสุขและเกิดปัญญา รู้เอง เห็นเองสัมผัสได้ด้วยจิตเอง
หมายเหตุ การปฏิบัตินั่งสมาธิ ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติอย่างเคร่งเครียดเอาจริงเอาจังจนเกินไปหรืออ่อนเกินไปควรทำใจให้สบาย ๆ ปฏิบัติสม่ำเสมอ จะเวลา เช้า เย็น หรือค่ำ สุดแต่ความสะดวกของตนเอง ใช้เวลาฝึกวันแรกเพียง ๑๐-๑๕ นาที แล้ววันต่อ ๆ ไปเพิ่มขึ้นเป็นวันละ ๒๐-๓๐ นาที จนถึงวันละ ๑ ช.ม. เป็นประจำทุกวัน
ขณะปฏิบัติอย่ามุ่งจิตคิดแต่จะเห็นนิมิต เพราะอาจจะทำให้ตัวของเราสร้างจินตนาการไปเอง และปฏิบัติควรปฏิบัติทุกวันอย่างน้อยวันละครั้ง อย่าได้ขาด ครั้งละจะนานเท่าใดก็ได้ขอให้จิตสงบ แต่หากว่าในคราวใดปฏิบัติไปแล้วจิตก็ยังไม่สงบ อย่ากังวลอย่าไปท้อใจ จงปฏิบัติเรื่อย ๆ ทุกวันก็จะสมเจตนาเอง
วิธีออกจากสมาธิ
ก่อนจะเลิกนั่งสมาธิ ให้มาพิจารณากายใจของเรา ตั้งแต่เบื้องบนคือปลายผม สุดเบื้องล่างคือปลายเท้า จากเบื้องล่างคือปลายเท้าให้ถึงเบื้องบนคือปลายผม
พิจารณารู้รอบตัวเองทำความรู้สึกตัวทั่วพร้อมด้วยการออกจากสมาธิให้จิตของเรา
พิจารณารูปตัวเองทั้งกายภายนอกภายใน
รู้ทั่วพร้อมแล้วค่อย ๆ เคลื่อนมือขวามาวางที่หัวเข่าด้านขวา เคลื่อนมือซ้ายมาวางที่หัวเข่าด้านซ้ายแล้วค่อย ๆ ยกมือขวาขึ้นมาระหว่างหน้าอก ยกมือซ้ายขึ้นมาพนมมือแบบดอกบัวตูมแผ่เมตตาไม่มีประมาณให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย
ตลอดจนเจ้ากรรมนายเวร ทั้งในอดีตชาติหรือชาติปัจจุบันพร้อมทั้งตั้งจิต
ขออโหสิกรรม อย่าได้เบียดเบียนและจองเวรต่อกันเลยและตั้งสัจอธิษฐานทำจิตใจตั้งมั่นอยู่
ในคุณความดีที่เราจะประพฤติปฏิบัติธรรมะให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป
ตั้งใจอธิษฐานจิตของเราทุกครั้งเมื่อจะออกจากสมาธิ
เริ่มต้นนั่งสมาธิ
ปล่อยวางความคิดนึกเรื่องราวต่าง ๆ ให้หมดไปจากใจทำสติจับความรู้สึกอยู่ที่กายอาการสามสิบสอง ทำความรู้สึกนึกคิดเห็นตัวเราว่าขณะนั่งอยู่อย่างไร
เรานั่งขาขวาทับขาซ้ายก็ทำความรู้ว่าเรานั่งขาขวาทับขาซ้าย เรานั่งมือขวาทับมือซ้ายก็รู้ว่าเรานั่งมือขวาทับมือซ้าย เรานั่งตัวตรงก็รู้ว่าเรานั่งตัวตรง เรานั่งหลับตาก็รู้ว่าเรานั่งหลับตา นึกรู้นึกเห็นตัวเราอยู่ตลอดเวลา
น้อมนึกเห็นใบหน้าของเราว่ามีลักษณะอย่างไร นึกเห็นตั้งแต่ศีรษะตลอดลงมาปลายเท้า นึกเห็นรอบตัวเองแล้วมาพิจารณาอยู่ที่ใบหน้า นึกเห็นคิ้วเห็นตา เห็นหูทั้งสองข้าง นึกเห็นปากเห็นคางนึกเห็นปลายจมูก นึกเห็นลมหายใจเข้า-ออก
หายใจเข้าก็นึกรู้ว่าเราหายใจเข้า หายใจออกก็รู้ว่าหายใจออก หายใจออกยาวก็รู้ว่าหายใจออกยาว หายใจเข้าสั้นและออกสั้นก็รู้ว่าขณะนี้เราหายใจเข้า-ออกสั้น ทำความรู้เท่าทันลมหายใจเข้า-ออก
ทุกลมหายใจเข้า-ออกทำความรู้อยู่ที่ปลายจมูกนึกเห็นใบหน้า เรานึกเห็นอยู่ที่ปลายจมูกทุกขณะลมหายใจเข้า-ออก กำหนดอยู่ที่สองช่องจมูก หายใจเข้านึกว่า “ พุท ” หายใจออกนึกว่า “ โธ ” จนรู้อยู่แต่ “ พุท-โธ ” ทุกลมหายใจเข้า-ออกนึกเห็นแต่ปลายจมูกสว่างเสมอไป
ระยะแรกนั้นการปฏิบัติพึงกำหนดลมหายใจเข้าออกยาว ๆ เพราะสติยังอ่อนอยู่ ขณะที่นั่งอยู่นั้นกายสงบก็ทำความรู้ว่า “ กายสงบ ” ใจสงบก็ทำความรู้ว่า “ ใจสงบ ” สงบอยู่อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ทำความรู้อยู่ตลอดเวลา สุขเกิดก็รู้ทุกข์เกิดก็รู้ไม่สุขไม่ทุกข์เกิดขึ้นก็รู้ ทำความรู้ทั้งกายใจอยู่อย่างนี้บางครั้งทุกข์กายแต่สุขใจก็มี คิดดีก็รู้ รู้แล้วเฉย คิดชั่วก็รู้ รู้แล้วเฉยอะไรที่เกิดขึ้นทุกอย่างทำความเฉยให้เกิดขึ้นตลอดเวลา ทำเฉย ๆ ให้มากเท่าไร ยิ่งดี จิตจะได้ตั้งมั่นได้รวดเร็ว อยู่นาน ๆ เข้าจิตก็เกิดสมาธิ แนบแน่นจนกายเบาจิตเบา หากพลั้งเผลอไปก็ดึงสติกลับมาตั้งไว้จุดเดิมปฏิบัติอยู่เช่นนี้จนเป็นนิสัย ลมหายใจก็จะละเอียดประณีตกายก็เบาใจก็สบาย ในช่วงนี้หากคำภาวนา “ พุท-โธ ” ได้ละไปแล้วก็ให้พิจารณาลมหายใจเข้า-ออกเพียงอย่างเดียว (คำ “ พุท-โธ ” จะหยุดรำลึกไปเองโดยธรรมชาติอย่าหวนคำรำลึกหรือทวนความรู้สึกใด ๆ ขึ้นมาอีก) เมื่อกระแสกลมกลืนกันดีแล้ว จิตจะนิ่งเป็นอิสระเป็นสุขและเกิดปัญญา รู้เอง เห็นเองสัมผัสได้ด้วยจิตเอง
หมายเหตุ การปฏิบัตินั่งสมาธิ ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติอย่างเคร่งเครียดเอาจริงเอาจังจนเกินไปหรืออ่อนเกินไปควรทำใจให้สบาย ๆ ปฏิบัติสม่ำเสมอ จะเวลา เช้า เย็น หรือค่ำ สุดแต่ความสะดวกของตนเอง ใช้เวลาฝึกวันแรกเพียง ๑๐-๑๕ นาที แล้ววันต่อ ๆ ไปเพิ่มขึ้นเป็นวันละ ๒๐-๓๐ นาที จนถึงวันละ ๑ ช.ม. เป็นประจำทุกวัน
ขณะปฏิบัติอย่ามุ่งจิตคิดแต่จะเห็นนิมิต เพราะอาจจะทำให้ตัวของเราสร้างจินตนาการไปเอง และปฏิบัติควรปฏิบัติทุกวันอย่างน้อยวันละครั้ง อย่าได้ขาด ครั้งละจะนานเท่าใดก็ได้ขอให้จิตสงบ แต่หากว่าในคราวใดปฏิบัติไปแล้วจิตก็ยังไม่สงบ อย่ากังวลอย่าไปท้อใจ จงปฏิบัติเรื่อย ๆ ทุกวันก็จะสมเจตนาเอง
วิธีออกจากสมาธิ
ก่อนจะเลิกนั่งสมาธิ ให้มาพิจารณากายใจของเรา ตั้งแต่เบื้องบนคือปลายผม สุดเบื้องล่างคือปลายเท้า จากเบื้องล่างคือปลายเท้าให้ถึงเบื้องบนคือปลายผม
พิจารณารู้รอบตัวเองทำความรู้สึกตัวทั่วพร้อมด้วยการออกจากสมาธิให้จิตของเรา
พิจารณารูปตัวเองทั้งกายภายนอกภายใน
รู้ทั่วพร้อมแล้วค่อย ๆ เคลื่อนมือขวามาวางที่หัวเข่าด้านขวา เคลื่อนมือซ้ายมาวางที่หัวเข่าด้านซ้ายแล้วค่อย ๆ ยกมือขวาขึ้นมาระหว่างหน้าอก ยกมือซ้ายขึ้นมาพนมมือแบบดอกบัวตูมแผ่เมตตาไม่มีประมาณให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย
ตลอดจนเจ้ากรรมนายเวร ทั้งในอดีตชาติหรือชาติปัจจุบันพร้อมทั้งตั้งจิต
ขออโหสิกรรม อย่าได้เบียดเบียนและจองเวรต่อกันเลยและตั้งสัจอธิษฐานทำจิตใจตั้งมั่นอยู่
ในคุณความดีที่เราจะประพฤติปฏิบัติธรรมะให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป
ตั้งใจอธิษฐานจิตของเราทุกครั้งเมื่อจะออกจากสมาธิ
อยู่กับมะเร็งที่ “อโรคยศาล”
อยู่กับมะเร็งที่ “อโรคยศาล”
ถ้าคุณป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย แล้วมีคนบอกว่าหายหรอตายไม่สำคัญ ขอให้ชีวิตมีความสุข” แค่นี้คุณก็รู้สึกอุ่นใจ อโรคยศาลในจังหวัดสกลนคร คืออีกทางเลือกเลือกแบบองค์กรรวมในการรักษาโรคร้ายตามแนวคิดของพระอาจารย์ปพนพัชร์
บางครั้งบางคราวสิ่งที่คนเราไม่คาดคิดอย่างโรคภัยไข้เจ็บ ก็มักมาสะกิดเรียกแบบไม่ทันตั้งตัวอย่างใครต่อใครหลายคนที่ถูกโรคมะเร็งคร่าชีวิตในอย่างปัจจุบันทันด่วน
เป็นที่รู้กันดีว่า สังคมไทยมักมีอัตราเสี่ยงเกี่ยวกับโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสถิติล่าสุดจากกระทรวงสาธารณะสุข ระบุชัดเจนว่า คนไทยเสียชีวิตจากโรคมะเร็งปีละกว่า 5 หมื่นราย ในขณะที่ข้อมูลของการอนามัยโลก (WHO) พบว่าในปัจจุบันมีอัตราการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในภูมิภาคเอเชียอยู่ที่ประมาณ 4 ล้านคนต่อปี และคาดว่าอาจเพิ่มขึ้นไปเป็น 6.4 ล้านคน ภายในปี 2030 ซึ่งในทางการแพทย์ก็ได้พยายามหาทางที่จะยับยั้งมหันตภัยร้ายนี้ทุกวิถีทางแต่ก็ทำได้เพียงทุเลาอาการ เพื่อประวิงสาเหตุเท่านั้น
การแพทย์ทางเลือก จึงกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการรักษา ถึงแม้ว่าภาพลักษณ์ของ “ยาหม้อ” ออกจะดูติดลบในแพทย์ยุคใหม่ แต่ที่วัดประคำมงใน อ.พรรณานิคม จ.สกลนครไม่ได้คิดแบบนั้น
ทางเลือกทางรอด ครั้งหนึ่งพระอาจารย์ปพนพัชร์ จิรธัมโมเจ้าอาวาสวัดประคำมง เคยอาพาธด้วยโรคมะเร็งในโพรงจมูก แต่ก็ไม่ได้ผล จนกระทั่งวันหนึ่งจึงได้ลุกขึ้นมาใช้ “จิต” และ “สมุนไพร “เป็นเครื่องบรรเทา
อาตมาทรีทเมนต์ยามเช้าทุกขนานแล้วแต่เลือดก็ยังไม่หยุดไหล แต่ตอนนั้นทำอะไรไม่ได้เลย ปวดอยู่ตลอดเวลา จนเช้ามืดวันหนึ่งเราก็ลุกขึ้นมาใช้สมาธิช่วย นั่งสมาธิตั้งแต่ตี 3 จนถึง 6 โมงเช้าแล้วก็ต้มสมุนไพรดื่มบรรเทาอาการก็พบว่ามันได้ผล เรากินข้าวได้ หายใจสะดวกขึ้น มีเรี่ยวแรง จากนั้นก็เลยศึกษาเกี่ยวตำหรับยาต่าง ๆ เรื่อย ๆมา ทดลองค้นคว้าด้วยตัวเองจนอาการดีขึ้นเป็นลำดับ ญาติโยมทราบข่าวจึงพากันมาพึ่งสูตรยา พึ่งการบำบัดทางจิตกันมากมายจนเกิดการตั้งอโรคยศาลขึ้นเพื่อใช้เป็นที่พักพึงของผู้ป่วยเรื่อยมา
คำว่าอโรคยศาล มีความเป็นมาจาก อารยธรรมขอม โดยมีปรากฎบนหลักฐานตามตามบันทึกยุคสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มีการเกณฑ์ผู้คนมากมายในการสร้างปราสาทวิหาร การก่อสร้างก็ใช้ระยะเวลาในการสร้างยาวนานหลายสิบปี ผู้คนมากมายต่างก็ล้มป่วยด้วยโรคต่าง ๆ นานาชนิด จึงเกิดความเชื่ออย่างหนึ่งว่า ถ้ามีการก่อสร้างปราสาทหินต่าง ๆ ให้จัดสถานที่อภิบาล บำบัดรักษาผู้ป่วยก่อน ซึ่งสถานที่นี้เรียกว่า อโรคยศาลเพื่อให้ผู้คนหายจากอาการเจ็บป่วยและมีเรี่ยวแรงในการสร้างปราสาทวิหารสำเร็จต่อไป อโรคยศาล จึงเป็นสถานที่ทำการบำบัดรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งแบบองค์กรรวมคือผสมผสานระหว่างการแพทย์(แผนไทย), การแพทย์แบบแผน , การแพทย์แผนจีน (การฝังเข็ม) ,สมาธิบำบัด, ดนตรีบำบัด, มนตราบำบัดและอาหารเพื่อสุขภาพ พระปพนพัชร์ อธิบาย
ลักษณะการดูแลของอโรคยศาลนั้น ไม่ได้ที่จะรักษาโรคให้หายหรือทุเลาเบาบางลงไปแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ด้วยความสามารถตอบสนองความต้องการตามธรรมชาติของผู้ป่วย ที่ต้องการความเข้าใจในชีวิตและมีความสุขในช่วงที่เจ็บป่วย ถ้าหากต้องเสียชีวิตก็ขอให้ไปอย่างสุขสงบ โดยอาศัยบุคลากรที่มี “จิตอาสา” มาเป็นผู้ดูแลในส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่มาที่นี่ มักจะเป็นผู้ป่วยที่เข้าขั้น"โคม่า” แล้วทั้งนั้น การมาอยู่ตรงนี้แต่มีกำลังใจไม่เหมือนกับที่อยู่ที่โรงพยาบาล ตรงนี้มันจะเป็นธรรมชาติ ใครจะเย็นมา เช้ามา ก็ได้เพราะเรารู้ว่าเขามาหาเรานั้น หนักแล้วเราจะทำยังไงให้ความหนักของเขากลายเป็นเบาทั้งกายและใจ เบาทั้งจิตและวิญญาณ ผสมผสานกันไป ไม่ใช่ว่าคุณต้องหายอย่างเดียวนะแต่เราบอกต่อ ๆ กันว่า เราต้องเตรียมตัวตายทุกคน อย่างน้อยการนั่งสมาธิตรงนี้ ธรรมมะก็จะบอกเราว่า มา...เรามาเตรียมตัวตายกัน 9 นาทีจากนี้ไปว่าเราจะอยู่ในโลกนี้เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว เขาก็จะรู้และเข้าใจว่า การเตรียมตัวตายและการเตรียมพร้อมเป็นสิ่งที่ดี พอเขาเข้าใจซึมซับแล้วต่อมาอาทิตย์สองอาทิตย์ หน้าตาที่ไม่เคยยิ้มก็จะยิ้มมีความสุขแล้ว พอมีความสุขขณะที่เราเทยา เราก็จะใช้ยาตามกระบวนทัศน์ต่าง ๆ ไม่ใช่ว่าจะมีหม้อเดียวนะ ยามีตั้งหลายหม้อ ซึ่งคุณจะต้องจัดสรรให้แต่ละคนแตกต่าง ๆ กันไปต้องค่อย ๆ ให้ไป
น.พ.ศิริโรจน์ กิตติสารพงษ์ แพทย์ประจำโรงพยาบาลสกลนคร หนึ่งในแพทย์อาสาที่มาช่วยงานวัดนี้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 2 ปีกล่าวเสริมว่า ผู้ป่วยมะเร็ง เรารู้ว่าส่วนใหญ่ได้รับการดูแลที่ไม่ได้ดีมาก ผลไม่ค่อยน่าพอใจทางเลือกในการรักษามีน้อยเกินไป เพราะในแพทย์แผนปัจจุบัน มีทางเลือกแค่การผ่าตัด ฉายแสง ให้คีโม ไม่มีใครเชื่อมโยงทางด้านจิตวิญญาณของผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ป่วยหนักมักมีปัญหาของจิตด้วย
การรักษาที่นี่เป็นเรื่องธรรมชาติบำบัด วิธีการทุกอย่าง คือ เซลล์มะเร็งโดยทฤษฎีไม่มีใครรู้ว่าเกิดขึ้นอย่างไร แต่จริง ๆ ทุกอย่างมีเหตุปัจจัยแน่นอน เพียงแต่ว่าการเกิดในแต่ละคนไม่เหมือนกันคนจะหายป่วยคือคนที่สามารถดูแลตัวเองได้ไม่ใช่ใช้ยาจนหายเพราะมะเร็งมันเกิดขึ้นด้วยพฤติกรรมส่วนตัวของผู้ป่วยเป็นผู้กระทำ
เพราะฉะนั้นถ้าอยากหายป่วย ต้องหาวิธีดูแลตัวเอง แต่ในขณะที่กำลังป่วยเป็นช่วงที่เขาต้องมาศึกษาวิธีการที่จะทำให้หายป่วย หลายคนหายป่วยต่างกัน คุณหมอสำราญที่เป็นมะเร็งปอดระยะที่ 4อีก3เดือนจะตาย เขาก็หายป่วยเพราะรับประทานอาหารบำบัด คือไม่มีเนื้อสัตว์ ไม่มีไขมัน ก็หายได้ บางคนก็หายจากการนั่งสมาธิ บางคนหายจากการที่เขาได้ปล่อยตัวปล่อยใจให้สบายแล้วออกเดินทาง บางคนก็ผสมผสานกัน ทั้งผ่าและวิธีธรรมชาติบำบัดด้วย
ทำจิตให้นิ่ง เปลี่ยนเซลล์ร้าย
กิจกรรมแรก ๆ ที่ผู้ป่วยทุกคนจะปฎิบัติกันเป็นประจำหลังตื่นนอน คือ การนั่งสมาธิ ก่อนจะลุกขึ้นไปทำกิจกรรมส่วนตัวต่าง ๆ ซึ่งหลักในการรักษาอิงกับทษฎีที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ น.พศิริโรจน์ เล่าว่าคนที่สามรถทำจิตตัวเองให้นิ่งได้ จะทำให้ระบบภูมิต้านทานของร่างกายดีขึ้น ทำให้สามารถเปลี่ยนแปลงเซลล์ร้ายให้กลายเป็นดีได้
“การรักษาที่นี่ จึงไม่ใช่การฆ่ามะเร็งแต่เปลี่ยนจากร้ายให้กลายเป็นดี ด้วยตัวของเขาเอง เซลล์ที่เราเห็นเป็นก้อนใหญ่ ๆ นั้นเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาเองจากพฤติกรรมที่ผิด ก็ไปเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ แนวการเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ บางคนเริ่มด้วยศรัทธาอยากหายก็มาหา เพราะคิดว่าที่นี่น่าจะมียาดี เขาไม่เคยชินกับระบบที่ทำให้ตัวเองมีความเข้มแข็งขึ้น แล้วก็ค่อย ๆ หายไป” เครื่องมือที่ใช้จึงเป็นเพียงความศรัทธา สมาธิ และสมุนไพรเป็นสิ่งเสริมกัน “เราต้องไม่สนใจว่ากินยาหม้อแล้วจะหาย เรื่องการกำหนดลมหายใจ การใช้ออกซิเจน การใช้อุณหภูมิในการอบไอน้ำ ในการวิจัยอาการป่วยจะดีขึ้น หรือเซลล์มะเร็งมีกาแบ่งตัวน้อยลง เมื่อเรามีออกซิเจนมากขึ้น หรืออุณหภูมิสูงขึ้น หรือรับประทานอาหารที่เป็นด่าง มีจิตใจที่สงบ ก็คือเอาทุกวิธีการของแพทย์ทางเลือกมารวมกัน”
“ที่นี่มีสมาธิบำบัด สมุนไพรบำบัด ดนตรีบำบัด วารีบำบัด อบไอน้ำ หรือการฝึกลมหายใจแบบชี่กง โดยได้รับความร่วมมือจากทางสมาคมชี่กงแห่งประเทศไทย ส่งคนมาฝึกอบรมให้ ทำให้สภาพจิตใจดีขึ้น ได้รับการปรับอาหารตามธาตุของร่างกาย เพื่อจะหายได้ด้วยตัวเอง เพราะตรงนี้เขาต้องกลับไปอยู่บ้าน ไปใส่บาตรต่อ มันก็ต่อไปยังคนอื่นได้ ก็สามารถดูแลลูกหลาน สอนเพื่อนบ้าน ให้ดูแลสุขภาพตัวเอง” น.พศิริโรจน์ กล่าว
“ตลอดระยะเวลา 3 ปี อโรคยศาล มีผู้เข้ามารับการบำบัดกว่า 66 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยระยะสุดท้าย โยผลลัพธ์ที่ออกมานั้นพบว่า ถ้าหากมีผู้ป่วยที่สามารถรับประทานยาต้มได้ตามกำหนดมีโอกาสมีชีวิตอยู่ได้มากกว่าร้อยละ 70-80 ส่วนการประเมินผลเชิงลึกอยู่ในระหว่างการเก็บข้อมูล โดยการประเมินผลจากการจ่ายยา เพื่อการรักษามีจำนวนมากขึ้นตามสัดส่วนของผู้ป่วยที่รอดชีวิตและหลังจากที่ผู้ป่วยที่รอดชีวิตและหลังจากที่ผู้ป่วยได้เข้ารับการบำบัดรักษาห้วงระยะเวลาหนึ่งแล้วก็จะติดตามผล ปริมาณการตายเราต้องยอมรับว่าอยู่ในเกณฑ์ที่สูงเพราะคนไข้ที่เข้ามานั้น อาการอยู่ในระยะสุดท้ายแทบทั้งสิ้น อีกทั้งเราเพิ่งเริ่มโครงการมาได้ 3 ปี ซึ่งสถิติในการรักษาก็กำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาวิจัย”
การปรับธาตุให้สมดุล
“ถ้าผมตายผมก็จะได้ตายกับผ้าเหลืองหลวงพ่อนั่นแหละครับ” คำพูดเปิดอกจาก สำรวย โพธิ์ศรี ที่หอบสังขารวัย 57 ปี มาจากเกาะสมุยมารักษาที่นี่ เขาตรวจพบว่าเป็นมะเร็งที่หลอดเลือดเมื่อหลายปีก่อน เข้ารับการรักษาในรูปแบบต่าง ๆ ก็ไม่เป็นผล กลับยิ่งทำให้เชื้อร้ายลุกลามแพร่กระจาย จนตัวเองรู้สึกว่ากำลังจะตายทั้งเป็น “หน้าตาดูไม่ได้เลยครับบวมมาก หัวจะฉุ เป็นแผลพุพอง หน้าซีกซ้ายก็บวม” ขณะที่นอนรอความตายอยู่ในบ้านที่สมุย เขาได้รู้เรื่องราวของอโรคยศาลผ่านรายการทีวีรายการหนึ่ง จึงตัดสินใจว่าจะยึดเอาที่นี่เป็นที่สุดท้ายของชีวิต เวลากว่า 100 วันในการรักษาแบบสมาธิบำบัด เขาพบว่าอาการตัวเองเริ่มดีวันดีคืน แผลพุพองต่าง ๆ เริ่มแห้งและตกสะเก็ด อาการบวมค่อย ๆ ลดลง ร่างกายรู้สึกกระฉับกระเฉงขึ้น จุดประกายความหวังในการมีชีวิตอยู่ต่อไปของเขาขึ้นมีมาใหม่ ปัจจุบันอโรคยศาล วัดคำประมง เป็นเสมือนโรงเรียนที่ให้ความรู้แก่เหล่าบุคคลทั่วไป เป็นแหล่งศึกษาวิจัยและพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกได้มีคณะบุคคลต่าง ๆ นักเรียน นักศึกษา แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณะสุข จากทั้งในจังหวัดสกลนคร และจังหวัดใกล้เคียงขอเข้าเยี่ยมชมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต่อไปในอนาคต พระอาจารย์ปพนพัชร์คิดว่าจะพัฒนาเป็นศูนย์วิจัยเกี่ยวกับการแพทย์ทางเลือกครบวงจร เพื่อประสิทธิภาพในการรักษาโรคมะเร็งที่ได้ผลมากขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ ก็ยากในการทำใจเชื่อ
“มันเป็นเรื่องค่อนข้างสวนกระแสและได้รับการต่อต้านอย่างรุนแรง ขณะที่แพทย์กระแสหลักไม่สามารถให้คำตอบอะไรกับคนไข้ได้ น.พไพโรจน์ ออกความเห็น ที่เป็นอย่างนั้นเป็นเพราะว่าคนคิดว่าสมุนไพรเป็นยาออกฤทธิ์ช้าทั้ง ๆ ที่สมุนไพรจะถูกใช้เพื่อเป็นตัวปรับธาตุให้สมดุล ในขณะที่พระปพนพัชร์มองว่าเรื่องหายหรือตายไม่สำคัญเท่ากับความสุขที่ตัวผู้ป่วยได้รับ”
“ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่เราทำงานร่วมกับกระทรวง สำนักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือ สปสช. หน่วยงานการแพทย์แผนไทยและแผนปัจจุบันมากมาย มันเป็นการทำงานร่วมกันอย่างมีความสุข มาได้ขนาดนี้เราถือว่ามันรวดเร็วมาก ถึงตอนนี้เราคงไม่ต้องคิดถึงการหายหรือตายแล้ว แต่เราต้องมองถึงจิตวิญญาณว่า เขาต้องอยู่อย่างมีความสุข เราไม่ได้รักษามะเร็งแต่รักษาจิตใจเขาตรงนี้สำคัญกว่าเราต้องทำจิตของเขาให้อยู่กับมะเร็งได้ ในขณะเดียวกันเขาจากเราไปเขาก็สามารถยิ้มได้อย่างมีความสุข
บทความ: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับ วันที่ 27 มกราคม 2551
ถ้าคุณป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย แล้วมีคนบอกว่าหายหรอตายไม่สำคัญ ขอให้ชีวิตมีความสุข” แค่นี้คุณก็รู้สึกอุ่นใจ อโรคยศาลในจังหวัดสกลนคร คืออีกทางเลือกเลือกแบบองค์กรรวมในการรักษาโรคร้ายตามแนวคิดของพระอาจารย์ปพนพัชร์
บางครั้งบางคราวสิ่งที่คนเราไม่คาดคิดอย่างโรคภัยไข้เจ็บ ก็มักมาสะกิดเรียกแบบไม่ทันตั้งตัวอย่างใครต่อใครหลายคนที่ถูกโรคมะเร็งคร่าชีวิตในอย่างปัจจุบันทันด่วน
เป็นที่รู้กันดีว่า สังคมไทยมักมีอัตราเสี่ยงเกี่ยวกับโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสถิติล่าสุดจากกระทรวงสาธารณะสุข ระบุชัดเจนว่า คนไทยเสียชีวิตจากโรคมะเร็งปีละกว่า 5 หมื่นราย ในขณะที่ข้อมูลของการอนามัยโลก (WHO) พบว่าในปัจจุบันมีอัตราการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในภูมิภาคเอเชียอยู่ที่ประมาณ 4 ล้านคนต่อปี และคาดว่าอาจเพิ่มขึ้นไปเป็น 6.4 ล้านคน ภายในปี 2030 ซึ่งในทางการแพทย์ก็ได้พยายามหาทางที่จะยับยั้งมหันตภัยร้ายนี้ทุกวิถีทางแต่ก็ทำได้เพียงทุเลาอาการ เพื่อประวิงสาเหตุเท่านั้น
การแพทย์ทางเลือก จึงกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการรักษา ถึงแม้ว่าภาพลักษณ์ของ “ยาหม้อ” ออกจะดูติดลบในแพทย์ยุคใหม่ แต่ที่วัดประคำมงใน อ.พรรณานิคม จ.สกลนครไม่ได้คิดแบบนั้น
ทางเลือกทางรอด ครั้งหนึ่งพระอาจารย์ปพนพัชร์ จิรธัมโมเจ้าอาวาสวัดประคำมง เคยอาพาธด้วยโรคมะเร็งในโพรงจมูก แต่ก็ไม่ได้ผล จนกระทั่งวันหนึ่งจึงได้ลุกขึ้นมาใช้ “จิต” และ “สมุนไพร “เป็นเครื่องบรรเทา
อาตมาทรีทเมนต์ยามเช้าทุกขนานแล้วแต่เลือดก็ยังไม่หยุดไหล แต่ตอนนั้นทำอะไรไม่ได้เลย ปวดอยู่ตลอดเวลา จนเช้ามืดวันหนึ่งเราก็ลุกขึ้นมาใช้สมาธิช่วย นั่งสมาธิตั้งแต่ตี 3 จนถึง 6 โมงเช้าแล้วก็ต้มสมุนไพรดื่มบรรเทาอาการก็พบว่ามันได้ผล เรากินข้าวได้ หายใจสะดวกขึ้น มีเรี่ยวแรง จากนั้นก็เลยศึกษาเกี่ยวตำหรับยาต่าง ๆ เรื่อย ๆมา ทดลองค้นคว้าด้วยตัวเองจนอาการดีขึ้นเป็นลำดับ ญาติโยมทราบข่าวจึงพากันมาพึ่งสูตรยา พึ่งการบำบัดทางจิตกันมากมายจนเกิดการตั้งอโรคยศาลขึ้นเพื่อใช้เป็นที่พักพึงของผู้ป่วยเรื่อยมา
คำว่าอโรคยศาล มีความเป็นมาจาก อารยธรรมขอม โดยมีปรากฎบนหลักฐานตามตามบันทึกยุคสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มีการเกณฑ์ผู้คนมากมายในการสร้างปราสาทวิหาร การก่อสร้างก็ใช้ระยะเวลาในการสร้างยาวนานหลายสิบปี ผู้คนมากมายต่างก็ล้มป่วยด้วยโรคต่าง ๆ นานาชนิด จึงเกิดความเชื่ออย่างหนึ่งว่า ถ้ามีการก่อสร้างปราสาทหินต่าง ๆ ให้จัดสถานที่อภิบาล บำบัดรักษาผู้ป่วยก่อน ซึ่งสถานที่นี้เรียกว่า อโรคยศาลเพื่อให้ผู้คนหายจากอาการเจ็บป่วยและมีเรี่ยวแรงในการสร้างปราสาทวิหารสำเร็จต่อไป อโรคยศาล จึงเป็นสถานที่ทำการบำบัดรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งแบบองค์กรรวมคือผสมผสานระหว่างการแพทย์(แผนไทย), การแพทย์แบบแผน , การแพทย์แผนจีน (การฝังเข็ม) ,สมาธิบำบัด, ดนตรีบำบัด, มนตราบำบัดและอาหารเพื่อสุขภาพ พระปพนพัชร์ อธิบาย
ลักษณะการดูแลของอโรคยศาลนั้น ไม่ได้ที่จะรักษาโรคให้หายหรือทุเลาเบาบางลงไปแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ด้วยความสามารถตอบสนองความต้องการตามธรรมชาติของผู้ป่วย ที่ต้องการความเข้าใจในชีวิตและมีความสุขในช่วงที่เจ็บป่วย ถ้าหากต้องเสียชีวิตก็ขอให้ไปอย่างสุขสงบ โดยอาศัยบุคลากรที่มี “จิตอาสา” มาเป็นผู้ดูแลในส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่มาที่นี่ มักจะเป็นผู้ป่วยที่เข้าขั้น"โคม่า” แล้วทั้งนั้น การมาอยู่ตรงนี้แต่มีกำลังใจไม่เหมือนกับที่อยู่ที่โรงพยาบาล ตรงนี้มันจะเป็นธรรมชาติ ใครจะเย็นมา เช้ามา ก็ได้เพราะเรารู้ว่าเขามาหาเรานั้น หนักแล้วเราจะทำยังไงให้ความหนักของเขากลายเป็นเบาทั้งกายและใจ เบาทั้งจิตและวิญญาณ ผสมผสานกันไป ไม่ใช่ว่าคุณต้องหายอย่างเดียวนะแต่เราบอกต่อ ๆ กันว่า เราต้องเตรียมตัวตายทุกคน อย่างน้อยการนั่งสมาธิตรงนี้ ธรรมมะก็จะบอกเราว่า มา...เรามาเตรียมตัวตายกัน 9 นาทีจากนี้ไปว่าเราจะอยู่ในโลกนี้เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว เขาก็จะรู้และเข้าใจว่า การเตรียมตัวตายและการเตรียมพร้อมเป็นสิ่งที่ดี พอเขาเข้าใจซึมซับแล้วต่อมาอาทิตย์สองอาทิตย์ หน้าตาที่ไม่เคยยิ้มก็จะยิ้มมีความสุขแล้ว พอมีความสุขขณะที่เราเทยา เราก็จะใช้ยาตามกระบวนทัศน์ต่าง ๆ ไม่ใช่ว่าจะมีหม้อเดียวนะ ยามีตั้งหลายหม้อ ซึ่งคุณจะต้องจัดสรรให้แต่ละคนแตกต่าง ๆ กันไปต้องค่อย ๆ ให้ไป
น.พ.ศิริโรจน์ กิตติสารพงษ์ แพทย์ประจำโรงพยาบาลสกลนคร หนึ่งในแพทย์อาสาที่มาช่วยงานวัดนี้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 2 ปีกล่าวเสริมว่า ผู้ป่วยมะเร็ง เรารู้ว่าส่วนใหญ่ได้รับการดูแลที่ไม่ได้ดีมาก ผลไม่ค่อยน่าพอใจทางเลือกในการรักษามีน้อยเกินไป เพราะในแพทย์แผนปัจจุบัน มีทางเลือกแค่การผ่าตัด ฉายแสง ให้คีโม ไม่มีใครเชื่อมโยงทางด้านจิตวิญญาณของผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ป่วยหนักมักมีปัญหาของจิตด้วย
การรักษาที่นี่เป็นเรื่องธรรมชาติบำบัด วิธีการทุกอย่าง คือ เซลล์มะเร็งโดยทฤษฎีไม่มีใครรู้ว่าเกิดขึ้นอย่างไร แต่จริง ๆ ทุกอย่างมีเหตุปัจจัยแน่นอน เพียงแต่ว่าการเกิดในแต่ละคนไม่เหมือนกันคนจะหายป่วยคือคนที่สามารถดูแลตัวเองได้ไม่ใช่ใช้ยาจนหายเพราะมะเร็งมันเกิดขึ้นด้วยพฤติกรรมส่วนตัวของผู้ป่วยเป็นผู้กระทำ
เพราะฉะนั้นถ้าอยากหายป่วย ต้องหาวิธีดูแลตัวเอง แต่ในขณะที่กำลังป่วยเป็นช่วงที่เขาต้องมาศึกษาวิธีการที่จะทำให้หายป่วย หลายคนหายป่วยต่างกัน คุณหมอสำราญที่เป็นมะเร็งปอดระยะที่ 4อีก3เดือนจะตาย เขาก็หายป่วยเพราะรับประทานอาหารบำบัด คือไม่มีเนื้อสัตว์ ไม่มีไขมัน ก็หายได้ บางคนก็หายจากการนั่งสมาธิ บางคนหายจากการที่เขาได้ปล่อยตัวปล่อยใจให้สบายแล้วออกเดินทาง บางคนก็ผสมผสานกัน ทั้งผ่าและวิธีธรรมชาติบำบัดด้วย
ทำจิตให้นิ่ง เปลี่ยนเซลล์ร้าย
กิจกรรมแรก ๆ ที่ผู้ป่วยทุกคนจะปฎิบัติกันเป็นประจำหลังตื่นนอน คือ การนั่งสมาธิ ก่อนจะลุกขึ้นไปทำกิจกรรมส่วนตัวต่าง ๆ ซึ่งหลักในการรักษาอิงกับทษฎีที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ น.พศิริโรจน์ เล่าว่าคนที่สามรถทำจิตตัวเองให้นิ่งได้ จะทำให้ระบบภูมิต้านทานของร่างกายดีขึ้น ทำให้สามารถเปลี่ยนแปลงเซลล์ร้ายให้กลายเป็นดีได้
“การรักษาที่นี่ จึงไม่ใช่การฆ่ามะเร็งแต่เปลี่ยนจากร้ายให้กลายเป็นดี ด้วยตัวของเขาเอง เซลล์ที่เราเห็นเป็นก้อนใหญ่ ๆ นั้นเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาเองจากพฤติกรรมที่ผิด ก็ไปเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ แนวการเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ บางคนเริ่มด้วยศรัทธาอยากหายก็มาหา เพราะคิดว่าที่นี่น่าจะมียาดี เขาไม่เคยชินกับระบบที่ทำให้ตัวเองมีความเข้มแข็งขึ้น แล้วก็ค่อย ๆ หายไป” เครื่องมือที่ใช้จึงเป็นเพียงความศรัทธา สมาธิ และสมุนไพรเป็นสิ่งเสริมกัน “เราต้องไม่สนใจว่ากินยาหม้อแล้วจะหาย เรื่องการกำหนดลมหายใจ การใช้ออกซิเจน การใช้อุณหภูมิในการอบไอน้ำ ในการวิจัยอาการป่วยจะดีขึ้น หรือเซลล์มะเร็งมีกาแบ่งตัวน้อยลง เมื่อเรามีออกซิเจนมากขึ้น หรืออุณหภูมิสูงขึ้น หรือรับประทานอาหารที่เป็นด่าง มีจิตใจที่สงบ ก็คือเอาทุกวิธีการของแพทย์ทางเลือกมารวมกัน”
“ที่นี่มีสมาธิบำบัด สมุนไพรบำบัด ดนตรีบำบัด วารีบำบัด อบไอน้ำ หรือการฝึกลมหายใจแบบชี่กง โดยได้รับความร่วมมือจากทางสมาคมชี่กงแห่งประเทศไทย ส่งคนมาฝึกอบรมให้ ทำให้สภาพจิตใจดีขึ้น ได้รับการปรับอาหารตามธาตุของร่างกาย เพื่อจะหายได้ด้วยตัวเอง เพราะตรงนี้เขาต้องกลับไปอยู่บ้าน ไปใส่บาตรต่อ มันก็ต่อไปยังคนอื่นได้ ก็สามารถดูแลลูกหลาน สอนเพื่อนบ้าน ให้ดูแลสุขภาพตัวเอง” น.พศิริโรจน์ กล่าว
“ตลอดระยะเวลา 3 ปี อโรคยศาล มีผู้เข้ามารับการบำบัดกว่า 66 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยระยะสุดท้าย โยผลลัพธ์ที่ออกมานั้นพบว่า ถ้าหากมีผู้ป่วยที่สามารถรับประทานยาต้มได้ตามกำหนดมีโอกาสมีชีวิตอยู่ได้มากกว่าร้อยละ 70-80 ส่วนการประเมินผลเชิงลึกอยู่ในระหว่างการเก็บข้อมูล โดยการประเมินผลจากการจ่ายยา เพื่อการรักษามีจำนวนมากขึ้นตามสัดส่วนของผู้ป่วยที่รอดชีวิตและหลังจากที่ผู้ป่วยที่รอดชีวิตและหลังจากที่ผู้ป่วยได้เข้ารับการบำบัดรักษาห้วงระยะเวลาหนึ่งแล้วก็จะติดตามผล ปริมาณการตายเราต้องยอมรับว่าอยู่ในเกณฑ์ที่สูงเพราะคนไข้ที่เข้ามานั้น อาการอยู่ในระยะสุดท้ายแทบทั้งสิ้น อีกทั้งเราเพิ่งเริ่มโครงการมาได้ 3 ปี ซึ่งสถิติในการรักษาก็กำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาวิจัย”
การปรับธาตุให้สมดุล
“ถ้าผมตายผมก็จะได้ตายกับผ้าเหลืองหลวงพ่อนั่นแหละครับ” คำพูดเปิดอกจาก สำรวย โพธิ์ศรี ที่หอบสังขารวัย 57 ปี มาจากเกาะสมุยมารักษาที่นี่ เขาตรวจพบว่าเป็นมะเร็งที่หลอดเลือดเมื่อหลายปีก่อน เข้ารับการรักษาในรูปแบบต่าง ๆ ก็ไม่เป็นผล กลับยิ่งทำให้เชื้อร้ายลุกลามแพร่กระจาย จนตัวเองรู้สึกว่ากำลังจะตายทั้งเป็น “หน้าตาดูไม่ได้เลยครับบวมมาก หัวจะฉุ เป็นแผลพุพอง หน้าซีกซ้ายก็บวม” ขณะที่นอนรอความตายอยู่ในบ้านที่สมุย เขาได้รู้เรื่องราวของอโรคยศาลผ่านรายการทีวีรายการหนึ่ง จึงตัดสินใจว่าจะยึดเอาที่นี่เป็นที่สุดท้ายของชีวิต เวลากว่า 100 วันในการรักษาแบบสมาธิบำบัด เขาพบว่าอาการตัวเองเริ่มดีวันดีคืน แผลพุพองต่าง ๆ เริ่มแห้งและตกสะเก็ด อาการบวมค่อย ๆ ลดลง ร่างกายรู้สึกกระฉับกระเฉงขึ้น จุดประกายความหวังในการมีชีวิตอยู่ต่อไปของเขาขึ้นมีมาใหม่ ปัจจุบันอโรคยศาล วัดคำประมง เป็นเสมือนโรงเรียนที่ให้ความรู้แก่เหล่าบุคคลทั่วไป เป็นแหล่งศึกษาวิจัยและพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกได้มีคณะบุคคลต่าง ๆ นักเรียน นักศึกษา แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณะสุข จากทั้งในจังหวัดสกลนคร และจังหวัดใกล้เคียงขอเข้าเยี่ยมชมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต่อไปในอนาคต พระอาจารย์ปพนพัชร์คิดว่าจะพัฒนาเป็นศูนย์วิจัยเกี่ยวกับการแพทย์ทางเลือกครบวงจร เพื่อประสิทธิภาพในการรักษาโรคมะเร็งที่ได้ผลมากขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ ก็ยากในการทำใจเชื่อ
“มันเป็นเรื่องค่อนข้างสวนกระแสและได้รับการต่อต้านอย่างรุนแรง ขณะที่แพทย์กระแสหลักไม่สามารถให้คำตอบอะไรกับคนไข้ได้ น.พไพโรจน์ ออกความเห็น ที่เป็นอย่างนั้นเป็นเพราะว่าคนคิดว่าสมุนไพรเป็นยาออกฤทธิ์ช้าทั้ง ๆ ที่สมุนไพรจะถูกใช้เพื่อเป็นตัวปรับธาตุให้สมดุล ในขณะที่พระปพนพัชร์มองว่าเรื่องหายหรือตายไม่สำคัญเท่ากับความสุขที่ตัวผู้ป่วยได้รับ”
“ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่เราทำงานร่วมกับกระทรวง สำนักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือ สปสช. หน่วยงานการแพทย์แผนไทยและแผนปัจจุบันมากมาย มันเป็นการทำงานร่วมกันอย่างมีความสุข มาได้ขนาดนี้เราถือว่ามันรวดเร็วมาก ถึงตอนนี้เราคงไม่ต้องคิดถึงการหายหรือตายแล้ว แต่เราต้องมองถึงจิตวิญญาณว่า เขาต้องอยู่อย่างมีความสุข เราไม่ได้รักษามะเร็งแต่รักษาจิตใจเขาตรงนี้สำคัญกว่าเราต้องทำจิตของเขาให้อยู่กับมะเร็งได้ ในขณะเดียวกันเขาจากเราไปเขาก็สามารถยิ้มได้อย่างมีความสุข
บทความ: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับ วันที่ 27 มกราคม 2551
วันพุธที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2553
การเตรียมตัวเข้ารับการรักษา
การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการรักษาที่อโรคยศาล
1.ประวัติการรักษาจากโรงพยาบาล หรือคลินิกเดิมที่ตรวจพบว่าผู้ป่วยเป็นมะเร็ง ผลตรวจเลือด ฟิล์มเอกซเรย์ ผลตรวจอัลตร้าซาวด์ (ถ้ามี) ผล CT-SCAN หรือ MRI
2.หม้อเคลือบสำหรับใส่ยาต้มเบอร์ ๓๒ จำนวน ๑ ใบ มีจำหน่ายที่ร้านชัยวัฒน์เภสัช อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร
3.อาหารเสริมไอโซคาลชนิดชงดื่ม ๑ กระป๋อง มีจำหน่ายที่ร้านชัยวัฒน์เภสัช จ. สกลนคร
4.น้ำยาบ้วนปากลิสเตอรีน, ยาสีฟันฟลูโอคารีน
5.อาหารสำหรับผู้ป่วยและญาติที่เฝ้าไข้ ข้าวสาร (ข้าวเจ้า) ข้าวกล้อง หม้อหุงข้าว กระติกน้ำร้อน อาหาร, ผักและเครื่องปรุงต่าง โดยทางวัดมีโรงครัว-ตู้เย็นให้ ซึ่งญาติจะต้องเป็นผู้ที่ทำอาหารให้ผู้ป่วยรับประทานเอง
6.เครื่องใช้ส่วนตัวอื่นๆ
7.ต้องมีญาติมาเฝ้าอย่างน้อย ๑ - ๒ คน
ทั้งนี้ทาง"อโรคยศาล"ไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้นกับผู้ป่วย โดยสามารถเข้ารับการรักษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น
และที่สำคัญผู้ป่วยและญาติทุกคนจะได้รับความเมตตาจากหลวงตา รวมถึงความอบอุ่นร่มเย็น ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ อันก่อให้เกิด
ความสุขอย่างเปี่ยมล้นในทุกขณะที่เข้ารับการบำบัดรักษาที่ "อโรคยศาล" แห่งนี้
ขอเชิญชวนมาทำบุญกับหลวงตาปพนพัชร์ เพื่อช่วยผู้ป่วยโรคมะเร็ง
อโรคยศาล วัดคำประมง
เป็นสถานที่ที่ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ (ทุกชาติทุกศาสนา) ที่มีความทุกข์อันเกิดจากโรคภัยไข้เจ็บที่รุนแรงโดยเฉพาะโรคมะเร็ง โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการดูแลรักษาได้มาจาก ผู้มีจิตศรัทธาทั้งหลายร่วมกันบริจาค เริ่มเปิดให้บริการเมื่อ ปี พ.ศ. ๒๕๔๘ จนถึง พ.ศ. ๒๕๕๐) มีผู้ป่วยเข้ารับการบำบัดรักษาประมาณ ๖๓๕ คนแล้ว ใช้งบประมาณทั้งสิ้น ๓๐ ล้านบาท (ข้อมูลถึงสิ้นปี ๒๕๕๐) ซึ่งผู้ป่วยที่เข้ามารับการรักษามาจากทั่วทุกภาคของประเทศไทย รวมทั้งผู้ป่วยชาวต่างประเทศเช่นกัน
อันเนื่องด้วยการรักษาของวัด ไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้นกับผู้ป่วย ทางวัดซึ่งมีภาระในการใช้จ่าย โดยเฉพาะค่ายารักษามะเร็ง, ค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น, ค่าไฟฟ้า, ค่าแรงงาน และค่าใช้จ่ายอื่นๆอีกมากมาย รายได้ที่จะเข้ามาสนับสนุนจึงมาจากจิตศรัทธาของท่านทั้งหลาย
เลขที่บัญชีธนาคารเพื่อการบริจาคสบทบทุน
“มูลนิธิอภิญญาณอโรคยศาล”
สมุดบัญชี : ธนาคารกรุงไทย สาขา : สกลนคร
บัญชี : ออมทรัพย์
ชื่อบัญชี : มูลนิธิอภิญญาณอโรคยศาล
บัญชีเลขที่ : 412-0-49694-5
นอกจากนี้ทางวัดได้เปิดให้ผู้มีจิตศรัทธาในการบำบัดรักษาผู้ป่วยของอโรคยศาล วัดคำประมง ได้ร่วมกันทำบุญบริจาคผ่านทางธนาคาร โดยบัญชีที่ผู้มีจิตศรัทธาสามารถโอนผ่านทางธนาคารได้มีดังต่อไปนี้
ชื่อบัญชี
เลขที่บัญชี
ธนาคาร
วัดคำประมง
412-0-01996-9
ธ.กรุงไทย
กองทุนยารักษามะเร็ง
347-2-42533-3
ธ.ทหารไทย
พระธรรมเทศนา 547-2-23040-1 ธ.ไทยพาณิชย์
พระปพนพัชร์ ภิบาลพักตร์นิธี 316-0-35902-6 ธ.กรุงเทพ
พระปพนพัชร์ จิรธัมโม-รถพยาบาล 120-2-04508-8 ธ.กสิกรไทย
พระปพนพัชร์ ภิบาลพักตร์นิธี กองทุนเพื่อโีรงต้มยาอโรคยศาล 145-2-02117-1 ธ.ยูโอบี
วัดคำประมง 442-0-17816-7 ธ.กรุงไทย
อโรคยศาล วัดคำประมง 137-2-00863-8 ธกส.
ส่วนรายการยาต้องทยอยซื้อตามความจำเป็นก่อนหลังและเพื่อให้ยาสดและใหม่มีสรรพคุณอยู่เสมอ ผู้ที่ประสงค์บริจาคค่ายาจึงสามารถโอนเข้าบัญชีกองทุนยาได้เลย ส่วนเครื่องมือทางการแพทย์และรถพยาบาลก็เหมือนกัน สามารถโอนเข้าบัญชีไหนก็ได้ตามแต่ที่ผู้บริจาคจะสดวก หรือหากว่าผู้ป่วยจะขอใบอนุโมทนาบัตรเพื่อลดหย่อนภาษี ก็สามารถบอกโดยตรงมาทางโทรศัพท์ : 081-601-6960, 081-111-7107 หรือ e-mail : ppp@khampramong.org, ppparokhaya@gmail.com ก็ได้เช่นกัน
วันอังคารที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2553
การติดต่อวัดคำประมง
ประวัติหลวงตา ปพนพัชร์ ภิบาลพักตร์นิธี

ประวัติหลวงตา ปพนพัชร์ ภิบาลพักตร์นิธี
เจ้าอาวาสวัดคำประมง ต.สว่าง อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
PHRA PAPONPATCHARA PIBANPAKNITEE
นามเดิม พัลลภ ภิบาลภักดิ์ (ปัจจุบันเป็น ปพนพัชร์ ภิบาลพักตร์นิธี)
บิดา พ.ต.ท.ตรี ภิบาลภักดิ์
มารดา นางอุษา ภิบาลภักดิ์
เกิด วันที่ ๒๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๗ ปีมะเส็ง จังหวัดกาญจนบุรี เวลาประมาณ ๐๗.๔๐ น.
ประวัติการศึกษา ปี ๒๕๑๕ จบ ม.ศ.๕ โรงเรียนดรุณาราชบุรี จ.ราชบุรี
ปี ๒๕๑๗ จบประกาศนียบัตร โรงเรียนการชลประทาน
ปี ๒๕๑๙ จบปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์ สาขาการชลประทาน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
การทำงาน ปี ๒๕๑๙ – ๒๕๒๑ รับราชการตำแหน่งวิศวกรชลประทาน ๓ กองออกแบบกรมชลประทาน
บรรพชา –อุปสมบท ปี ๒๕๒๒ ณ อุโบสถวัดสันติสังฆาราม บ้านบัว ต.สว่าง อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร เวลา ๑๑.๑๐ น.
พระอุปัชฌาย์ พระครูบริบาลสังฆกิจ (อุ่น อุตตโม)
จำพรรษา ถ้ำผาปล่อง จ.เชียงใหม่ ๕ พรรษา
วัดสันติสังฆาราม จ.สกลนคร ๒ พรรษา
วัดคำประมง จ.สกลนคร ๒๒ พรรษา
การปฏิบัติธรรม มีพระเดชพระคุณ หลวงปู่สิม พุทธาจาโร (พระญาณสิทธาจารย์) วัดถ้ำผาปล่อง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพระอาจารย์องค์แรก
การจาริกเพื่อศึกษา และปฏิบัติธรรม ได้ศึกษาข้อวัตรปฏิบัติของครูบาอาจารย์ในสายของ พระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริตตเถระ เทียบเคียงกับนักปราชญ์ในทางพุทธศาสนาอย่างท่านพุทธทาส และครูบาอาจารย์หลายรูปด้วยกัน มีท่านเจ้าคุณพระราชนิโรธรังสี (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี), หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน, ท่านพระอาจารย์หลวง กตปุญโญ หลวงปู่ปู่บุดดา ถาวโร อายุ ๑๐๓ ปี, หลวงพ่อฤาษีลิงดำ (พระราชพรหมยานเถระ), หลวงปู่แหวน สุจิณโณ เป็นต้น ซึ่งแต่ละรูปล้วนเป็นปูชนียบุคคลอันหาได้ยากในโลกนี้ทั้งสิ้น
ปฐมเหตุแห่งการสร้าง อโรคยศาล ปี ๒๕๓๙ หลวงตาป่วยเป็นมะเร็งหลังโพรงจมูก (Nasopharynx) ได้ทำการรักษาทั้งแพทย์แผนปัจจุบัน(ที่รพ.จุฬาฯ) ผสมผสานกับการใช้สมุนไพรไทย และสมาธิบำบัดจนหายป่วย อโรคยศาล ก่อสร้างเมื่อปี ๒๕๔๗ เพื่อบริการรักษาโรคมะเร็งด้วยสมุนไพร และใช้สมาธิเพื่อบำบัดโรคมะเร็ง โดยหลวงตาปพนพัชร์ ภิบาลพักตร์นิธี เจ้าอาวาสวัดคำประมง อำเภอพรรณนานิคม จังหวัดสกลนคร
อโรคยศาล เป็นการบำบัดแบบธรรมชาติบำบัด, สมุนไพรบำบัด, สวดมนต์ สมาธิ - วิปัสสนาบำบัด, ดนตรีบำบัด รายละเอียดของอาคารอโรคยศาล เป็นอาคารสูง ๓ ชั้น หันหน้าไปทางทิศตะวันออกตามความเชื่อผู้ป่วยจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ เหมือนพระอาทิตย์ที่ขึ้นเป็นวันใหม่ แรกเริ่มเดิมทีกำหนดไว้ว่าจะมี ๒๓ เตียง มาภายหลังกลายมาเป็น ๔๐ เตียง ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์และทำการฉลองในปี ๒๕๔๙
ประกอบไปด้วย
• หอประดิษฐานพระพุทธไภษัชยไวฑูรยประภา (พระกริ่ง) ตั้งอยู่ด้านหน้าทางเข้าซึ่งตามความเชื่อของชาวธิเบต
และชาวจีน พระพุทธไภษัชยไวฑูรยประภาคือ พระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งที่เชี่ยวชาญในการบำบัดรักษาโรคร้าย
ให้แก่หมู่มวลมนุษย์
• ฝ่ายเวชระเบียนสำหรับบันทึกข้อมูลการบำบัดรักษาของผู้ป่วยเหมือนตามโรงพยาบาลทั่วไป
• ห้องตรวจไข้แยก ชาย-หญิง สำหรับตรวจอาการของคนไข้ที่เข้ารักษา
• ห้อง ultrasound
• ห้องอบ- ดื่มสมุนไพร การอบ- ดื่มสมุนไพรจะทำให้ร่างกายของเราแข็งแรงคลายความปวดเมื่อย โรคภัยต่างๆ ไขมัน และความอ้วนที่สะสมอยู่ในร่างกาย ตัวห้องอบสมุนไพรเป็นห้องอบแบบสตรีมเมอร์ (Streamer) ควบคุมระบบด้วยไฟฟ้า –ความดัน แยก ชาย – หญิง
การรักษาพยาบาลที่มีขึ้นทางวัดคำประมงจะออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดไม่มีการเก็บค่ารักษาพยาบาลใดๆ ทั้งสิ้น
นับตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ ถึงปัจจุบัน ปี ๒๕๕๐ ใช้งบประมาณเพื่อผู้ป่วย ๓๐ ล้านบาท อโรคยศาล มีผู้ป่วยเข้ารับการรักษากว่า ๖๐๐ คน กว่าครึ่งสามารถกลับบ้านไปอยู่กับครอบครัวได้อย่างมีความสุข ด้วยความสำเร็จในการดูแลรักษาพยาบาลจึงทำให้ทางวัดคำประมงยังคงเดินหน้าเพื่อดูแลผู้ป่วยมะเร็งต่อไปจนถึงทุกวันนี้.
โครงการในอนาคต จัดสร้างพระนาครัตนมหาธาตุและสถาบันญาณสิทธิธรรมโอสถบำบัด เพื่อทำการวิจัยและพัฒนาในรูปแบบของการดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม (HOLISTIC HEALTH)
มารู้จักอโรคยศาลและวัดคำประมง

ความเป็นมาของอโรคยศาลวัดคำประมง
ก่อนจะรู้จักความเป็นมาของอโรคยศาลวัดคำประมง เรามาทำความรู้จักความเป็นมาของ อโรคยศาลกันก่อน เพราะจริงๆ แล้ว “อโรคยศาล” มีความเป็นมาอันยาวนานจากอารยธรรมขอม ในยุคสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ยุคนั้นมีการเกณฑ์ผู้คนมากมายในการสร้างปราสาทวิหาร การก่อสร้างก็ใช้ระยะเวลาในการสร้างยาวนานหลายสิบปี ผู้คนมากมายต่างก็ล้มป่วยด้วยโรคต่างๆ นานาชนิด จึงเกิดความเชื่ออย่างหนึ่งว่า ถ้ามีการก่อสร้างปราสาทต่างๆ ให้จัดทำสถานที่อภิบาล บำบัดรักษาผู้ป่วยก่อน ซึ่งสถานที่นี้เรียกกันว่า อโรคยศาล เพื่อให้ผู้คนหายจากอาการเจ็บป่วยและมีเรี่ยวแรงในการสร้างปราสาท สร้างวิหารให้สำเร็จต่อไป (สมาธิบำบัดกับการรักษาโรคมะเร็ง, ๒๕๕๐:
พระอาจารย์ปพนพัชร์( ๒๕๕๐) กล่าวว่า ในปัจจุบันนี้ยังมีร่องรอยของอโรยศาลอยู่หลายแห่ง เช่น ถ้าเราศึกษาจะพบร่องรอยที่จังหวัดมหาสารคามก็มี จะเป็นเหมือนปราสาท ตรงกลางจะมีหินสามก้อนเป็นที่ตั้งหม้อยา มีรูปพระโพธิสัตว์เป็นประธานของอโรยศาล สมัยที่เขาสร้างพระธาตุภูเพ็ก นครวัด นครธม ปราสาทพนมรุ้ง ปราสาทหินพิมาย เขาจะต้องสร้างอโรคยศาล เพราะการแบกหินที่ไปทำปราสาท ต้องใช้กำลังมหาศาลคนก็ล้มป่วย พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ จึงสร้างโรงยาให้ผู้ป่วย
สำหรับ “อโรคยศาลวัดคำประมง” นั้นเริ่มต้นมาจากการที่พระอาจารย์ปพนพัชร์อาพาธเป็นมะเร็งหลังโพรงจมูก ในปี พ.ศ.2539 ขณะนั้นท่านกำลังสร้างวิหารหลังใหญ่ ต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ได้รับการดูแลจากแพทย์โดยการฉายแสงและเคมีบำบัดติดต่อกันไปทั้งวันทั้งคืน โดยไม่หยุดเป็นอาทิตย์ เลือดไหลไม่หยุด วันสุดท้ายปวดมากบอกไม่ไหวแล้ว พอทำสมาธิจนสว่างพยาบาลและแพทย์คิดว่าพระอาจารย์สิ้นแล้ว พยาบาลช่วยจนฟื้นกลับมา ต่อมาท่านกลับมาอยู่วัด เลือดก็ยังออกอยู่เรื่อย สุดท้ายนั่งสมาธิตั้งแต่ตี 3 - 6 โมงเช้า อ่านตำราสมุนไพรจนหมด ก็ได้สูตรยามะเร็งให้แม่ชีไปหาตัวยามาจนครบ แล้วต้มยาฉันควบคู่ไปกับการนั่งสมาธิ ฉันแก้วแรกหายใจโล่ง ตอนเช้าฉันข้าวได้ จึงได้รู้ว่าสมุนไพรสูตรนี้สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งได้แน่นอน พอฉันครบ 5 หม้อ เลือดก็ไหลน้อยลง หมอนัดติดตามผลทุก 3 เดือน และ 6 เดือน เมื่อไปสแกนตรวจร่างกายก็ไม่มีเซลล์อะไรที่เป็นมะเร็งอยู่เลย
หลังจากนั้น ในปี พ.ศ.2547 - 2548 ผู้ป่วยโรคมะเร็งมาหาพระอาจารย์หามกันมาดึกๆดื่นๆ ไม่รู้จักกันก็มาหา พระอาจารย์ได้เห็นความทุกข์ทรมานจากโรคนี้แล้ว จึงอธิษฐานจิตว่าจะช่วยคนจึงสร้างอโรคยศาลด้วยเงินบริจาค สร้างเสร็จภายใน 2 ปี เป็นจำนวนเงิน 10 กว่าล้านบาท จนเป็น “อโรคยศาล วัดคำประมง” ในปัจจุบัน
อ้างอิงจาก เอกสารประกอบการพิจารณาเสนอให้ ปริญญาวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (วท.ด.) สาขาวิชาสาธารณสุขชุมชน
วันจันทร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2553
"อโรคยศาล" สถานอภิบาลพักพื้นผู้ป่วยโรคมะเร็งด้วยสมุนไพรธรรมชาติ
แฟนผมเป็นมะเร็งตับจึงทำให้ได้รู้จักกับ "อโรคยศาล" สถานอภิบาลพักพื้นผู้ป่วยโรคมะเร็งด้วยสมุนไพรธรรมชาติ วัดคำประมง อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร โดยมีหลวงตา ปพนพัชร์ จิรธัมโม เป็นเจ้าอาวาส และท่านยังเป็นผู้ให้การบำบัดแก่ผู้ป่วยโดยไม่คิดมูลค่าใดๆทั้งสิ้น ผู้ที่เข้ารับการบำบัดจะมีความรู้สึกที่อบอุ่น มีความสุข มีความหวัง และผู้ป่วยหลายรายหายเป็นปกติหลังจากการกินยาสมุนไพรของหลวงตา อยากเล่ารายละเอียดให้มากกว่านี้แต่จะขอเล่าในโอกาสต่อไป ลองศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ http://khampramong.org/
โทร 0-4277-9276
โทร 0-4277-9276
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)





